Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users2
  • Active Guests2
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week688
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

laborboy(ต่อจากตอนที่ 6) หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่  ๔  ซึ่งเป็นภาคบังคับของโรงเรียนในสมัยนั้น  พ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้เขาเรียนหนังสือต่อ  และอันที่จริงในชีวิตของเขาพ่อแม่ก็ไม่เคยพูดถึงการเรียนต่อให้เขาฟังเลย  อาจเป็นเพราะท่านทั้งสองไม่รู้ว่าจะให้เรียนอย่างไร  ส่งไปเรียนที่ไหน  จะนำเงินที่ไหนมาให้เป็นค่าเล่าเรียน  ดังนั้นคำว่า  “เรียนต่อของลูก”  จึงไม่มีในความคิดของพ่อแม่  เขาได้ยินแต่แม่พูดให้ฟังอยู่หลายครั้งว่า....
    “เมื่อเรียนจบแล้ว  แม่จะให้ไปทำงานที่โรงงานพลาสติกที่กรุงเทพฯกับทิดจำปา”  
    ทิดจำปาที่แม่พูดถึง  คือหลานของแม่ที่ไปทำงานในโรงงานพลาสติกที่กรุงเทพฯ  และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าคนงานที่นั่น  ภาพของทิดจำปาในความคิดของพ่อแม่คือคนที่มีเงินเดือน  มีเงินมาให้พ่อแม่สร้างบ้าน  และคนอื่น ๆ ที่ตามทิดจำปาไปทำงานก็มีเงินมาให้พ่อแม่ทั้งนั้น  ท่านจึงอยากให้เขาเป็นเหมือนคนอื่นที่มีเงินมาให้พ่อแม่ใช้
    ลมหนาวเริ่มลดลงตามลำดับพร้อมกับฤดูเดือนที่เคลื่อนหมดไปตามฤดูกาล  ขณะที่ลมแล้งเริ่มพัดมาทักทายอีกแล้ว  บอกถึงการเริ่มอพยพหลบลงไปในรูของกบ  เขียด  และการหันหน้ากลับลงไปในวัง  ห้วยหนอง คลองน้ำลึกของกุ้ง  หอย  ปู  ปลา  และนั่นคือสัญญาณการเริ่มอพยพจากถิ่นของคนอีสานไปใช้ชีวิตเป็นคนงาน  เป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงานแลกเงินในเมืองหลวงของไทย  นามกรุงเทพมหานคร หลังจากนำข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้ว  เป็นวัฏจักรชีวิตของคนและสัตว์  คนหันหน้าไปกรุงเทพฯ  เพื่อหางานทำก่อนฤดูทำนาจะมาเยือน  สัตว์หันหน้าลงรูเพื่อหลบความร้อนที่จะมาเยือนในอีกไม่นาน ที่วงข้าวค่ำวันนั้น  แม่ปรึกษาพ่อว่าจะฝากเขาไปกับทิดนาย  ซึ่งจะเดินทางไปกรุงเทพฯในวันพรุ่งนี้  พ่อปั้นคำข้าวแล้วคลึงไปมาก่อนแสดงความเห็นเป็นเชิงคัดค้านไปในตัวว่า
    “ดี  มันเล็กมากนะ  ปีหน้าจึงให้ไปดีไหม”  แม่ทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจ  เพราะใจแม่อยากให้ไปปีนี้และได้ตกลงกับทิดนายไว้แล้วด้วย
    “แต่ก็ได้บอกทิดนายไว้แล้วนะ  เสื้อผ้าแม่ก็เตรียมไว้ให้แล้ว”  แม่ให้เหตุผลและไม่อยากบอกเลิก
    “บอกไว้ก็บอกเลิกได้นะ  ปีนี้ให้ดีมันทำนาก่อนดีกว่า”  พ่อยืนยัน  ซึ่งปรกติพ่อจะไม่เคยขัดใจแม่เลย
    “ไม่  ไม่บอกเลิก  บักป๋องเล็กกว่าลูกเรามันก็ยังไป”  บักป๋องคือเด็กรุ่นเดียวกับทองดีแต่ตัวเด็กว่า
เมื่อเรียนจบแล้วพ่อแม่ก็ให้ไปทำงานที่กรุงเทพฯทันที  แม่จึงนำมาเป็นตัวอย่าง  
    เมื่อแม่ยืนยันเช่นนั้น  ในที่สุดก็กลายเป็นการถกเถียงกัน  ต่างคนต่างให้เหตุผลและใช้คำพูดรุนแรงขึ้น  น้องเขา  ๒  คนอยู่มีสีหน้าไม่สบายใจ  เขาเองยิ่งไม่สบายใจใหญ่  เพราะสาเหตุของการถกเถียงกันของพ่อแม่มาจากเขา  เขาวางคำข้าวไว้  ก้มหน้ามองถ้วยปลาร้า  ไม่อาจรับประทานอาหารต่อไปได้  มันเหมือนมีก้อนอะไรวิ่งขึ้นมาจุกที่คอ  น้ำตาไหลอาบแก้ม  เขาเห็นด้วยกับพ่อ  แต่ก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวแม่จะด่า  เขารู้ว่าพ่อเป็นห่วงเขา  เพราะในใจเขาก็รู้ว่าตนเองเล็กเกินไปที่จะไปใช้แรงงานในกรุงเทพฯ  ยิ่งคำบอกเตือนของหลวงลุงที่บอกว่า  “อย่าไปนะกรุงเทพฯมันลำบาก  ที่นอนไม่ดี  ยุงเยอะ”  ยิ่งทำให้เขาไม่อยากไป  เขาอยากทำนากับพ่อ  อยากไปใส่(วาง)เบ็ดตามทุ่งนาตามประสาเด็ก  อยากลงเล่นน้ำในหนองน้ำกับฝูงควาย
    เมื่อถกเถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง  พ่อคงรับประทานอาหารไม่อร่อยและคงไม่อยากให้เรื่องบายปลายจึงลุกจากวงข้าวไป  ซึ่งเหมือนกับเขาที่ขณะนั้นนอกจากรับประทานอาหารไม่ได้แล้ว  ดูเหมือนทุกอย่างมันขื่นขม  ฝาดคอไปหมด  เขาไม่ได้โทษแม่ของเขาเลย  เพราะแม่ก็ต้องการให้เขาหาเงินมาใช้  แม่ไม่มีเงิน  แม่อยากมีเงิน  คำว่า “เงิน”  คำเดียวที่แม่อยากให้เขาไปทำงาน  มันไม่ใช่ความผิดของแม่  เพราะแม่เป็นคนจน เขาเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของแม่  แต่ยังคิดว่าแม่ควรให้โอกาสเขาได้ทำนา  ได้เล่น  ได้อยู่บ้านสักปีก่อน  เพราะใจเขานั้นก็ไม่เคยปฏิเสธว่าจะไม่ไป  เพียงแต่รออีก ๑  ปีเท่านั้น
   bangkok1 เมื่อแม่เห็นว่าพ่อและลูกแสดงอาการไม่สบายใจ  และยืนยันที่จะไม่ไป  แม่จึงเปลี่ยนใจ  แม่บอกว่า
    “เออ....เอ้า....ไม่เป็นไร ไม่ไปก็ไม่ไป  เดี๋ยวแม่จะไปบอกทิดนายว่าดียังไม่ไปปีนี้”
    คำพูดของแม่ทำให้เขารู้สึกสบายใจ  ส่วนพ่อที่เดินลงจากบ้านไปก็คงสบายใจมากถ้าได้ยินแม่พูดขณะนั้น  แต่ไม่รู้ว่าพ่อเดินไปไหนเสียแล้ว  เขาวิ่งลงจากบ้านเพื่อไปบอกข่าวดีแก่พ่อ
    “พ่อ.....พ่อครับ”  เขาตะโกนผ่านความมืด  พร้อมวิ่งไปหลังบ้านในยามค่ำคืน  เพราะคิดว่าพ่อคงไปเดินปลดปล่อยอารมณ์ที่ไม่สบายใจอยู่ที่หลังบ้านนั้นแล้ว  
    “พ่อ.....พ่อครับ  แม่ไม่ให้ผมไปกรุงเทพฯแล้ว”  พอสิ้นเสียงนี้พ่อก็ขานรับด้วยการกระแอม “อึ  อึ  อึ”  เพื่อเป็นสัญญาณว่าพ่ออยู่ที่นั้น  เขาวิ่งไปกอดขาพ่ออย่างดีใจในท่ามกลางความมืด  พ่อเดินขึ้นมาบนบ้านอีกครั้งด้วยใบหน้าที่ยังกังวล  เพราะปรกติพ่อก็ไม่ค่อยยิ้มอยู่แล้ว  หรืออาจเป็นเพราะพ่อทำท่าวางเขื่องให้แม่เห็นว่าเรื่องนี้พ่อค่อนข้างจะเอาจริงเอาจัง  ไม่ยอมให้ลูกที่ยังเด็กไปทำงานที่กรุงเทพฯแน่นอนก็เป็นได้
    อาหารมื้อนั้น....ของคืนวันนั้น  เป็นอาหารที่มีรสชาติฝาดเฝื่อน  ไม่มีความสุขเอาเลย  พ่อคงไม่รู้จะทำอะไรดี  หลังจากสงบศึก  เหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว  พ่อจึงชวนเขาว่า
   bugs1 “ปะ  พ่อจะพาไปหาไต้กะปอมและแมงจีนูน”   คำว่า “ไต้”  ก็คือส่อง  “กะปอม”  คือกิ้งก่า  “แมงจีนูน”  บางแห่งจะออกเสียงเป็น “แมงกินูน”  หรือ  “แมงอินูน”  คือสัตว์ปีกขนาดจุ๊ดจี่ตัวใหญ่  กินใบไม้เป็นอาหาร ชอบอาศัยอยู่ตามป่า  เขารู้สึกดีใจที่พ่อชวนเช่นนั้น  เพราะชีวิตเขาชินกับการหาล่ากะปอมและหาสัตว์ป่ามาเป็นอาหารอยู่แล้ว  พอพ่อมาชวนล่ายามค่ำคืน  จึงกระตุ้นต่อมความอยากของเขาได้เป็นอย่างดี  
    “โอย.....ดีมากเลยครับพ่อ  ผมอยากไปตั้งนานแล้ว  แต่ไม่มีใครพาไป”  เขาแสดงอาการดีใจ
    สำหรับอุปกรณ์ในการไต้หรือล่ายามค่ำคืนก็ไม่มีอะไรมาก  มีเพียงไฟส่อง  ไม้ไผ่ลำยาวประมาณ ๓-๔  เมตรเพื่อตีหรือใช้เขย่ากิ่งไม้ไล่แมงจีนูนให้หล่นลงบนพื้นดินและข้องสำหรับใส่สัตว์เท่านั้น  นี่คืออุปกรณ์ที่เขาต้องเรียนรู้และจะนำไปใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปเมื่อเติบใหญ่
    พ่อหาตะเกียงไส้น้ำมัน  และกระบอกหรือบ้องไม้ไผ่สำหรับใส่ตะเกียง  ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีตะเกียง
แก๊สหรือไฟส่องที่ใช้แบตเตอรี่อย่างปัจจุบัน  พ่อจุดตะเกียงน้ำมันก๊าซแล้ววางเข้าไปตั้งไว้ในกระบอก(บ้อง)  ไม่ไผ่  เขาถือข้องแล้วพ่อก็พาเขาออกเดินทาง  มุ่งหน้าไปยังชายป่าใกล้บ้าน  เขารู้สึกมีอาการสองอย่างควบคู่กัน  คือตื่นเต้นกับบรรยากาศยามกลางคืนและกลัวผี  เพราะเด็กสมัยนั้นจะกลัวผีมาก  เขาไม่อยากมองไปไกลเลย  เพราะกลัวจะเห็นผี  จึงมองอยู่ใกล้ ๆ พ่อ  และจะมองไปตามแสงไฟที่พ่อส่องเป็นส่วนใหญ่
    พ่อให้ความรู้แก่เขาว่า  “กิ้งก่าจะไม่นอนอยู่สูงนัก  ส่วนใหญ่จะนอนอยู่ตามกิ่งไม้ต่ำ  หรือไม่ก็ตาม
พุ่มไม้  เพราะมันกลัวลมพัด  ถ้านอนต่ำติดดินก็กลัวสัตว์อื่นจับกินเป็นอาหาร ดังนั้นธรรมชาติจึงสอนให้มันนอนอยู่ในที่พอดี”  ว่าแล้วพ่อก็ส่องต้นไม้ที่ต้นไม่สูงนัก  ส่งต้นนั้นบ้าง  ต้นนี้บ้าง  และส่องตามสุมทุมพุ่มไม้บ้าง  เผื่อจะเห็นกิ้งก่านอนหลับหรือจับอยู่ตามที่กิ่งไม้  ถ้าเห็นพ่อก็จะจับหักขาแล้วนำมายัดลงในข้องทันที
เขารู้สึกสงสารและเสียวแปล็บเมื่อพ่อหักขากิ้งก่า  คำถามผุดพรายขึ้นในใจ  แต่สุดท้ายก็มีคำตอบเพียงว่ามัน
คืออาหารของคน  โดยเฉพาะคนอีสานอย่างพวกเขา  
    “ถ้าเราไม่กินเราก็ไม่มีอาหาร  มันเป็นความจำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ของพวกเรา”  
    แม้มันจะเป็นคำตอบที่เห็นแก่ตัว  แต่เขาก็ไม่รู้จะตอบตนเองในเรื่องนี้อย่างไรดี
    “โอ.....นี่ตัวหนึ่ง”  พ่อพูดแล้วคว้าหมับเข้าที่คอกิ้งก่าทันที  พ่อมีเทคนิคการส่องไฟโดยส่องไปที่ดวงตาของกิ้งก่า  ถ้ามันยังหลับอยู่ก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้ายังไม่หลับเมื่อตามันโดนแสงไฟก็จะหลับตาปริบ ๆ เหมือนกับดวงตาขัดเคืองมองอะไรไม่เห็น  พ่อก็จะจับที่คอมันพอดี  เขาดูการกระทำของพ่อและเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  ซึ่งวันข้างหน้าเมื่อมีครอบครัวแล้วก็จะได้นำเทคนิคนี้ไปใช้ต่อไป  พ่อพาเขาเดินไปตามป่าละเมาะ  ตรงที่คิดว่าจะมีกิ้งก่านอนอยู่  ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกใจจนร้องเสียงหลงว่า  
    “ว๊าย!”  แล้วกระโดดกอดเอวพ่อเมื่อมีเสียงดัง  “พรึ่บ!  พรึ่บ!”  ขึ้นที่บนต้นไม้  เขาคิดว่าเป็นผีแน่ ๆ แต่พ่อเขาบอกว่า  
ghosts    “ไม่ต้องตกใจกลัว ไม่มีอะไรหรอกนั่นมันคือเสียงนกตกใจต่างหาก”  คำพูดของพ่อทำให้เขาสบายใจขึ้นบ้าง  แต่ก็ยังกังวลไม่หาย  เพราะภาพของผีเปรตหน้าเปื่อย  ลิ้นห้อยยาว  ผมยาวลากดิน  ในนิทานผี ๆ ของลุงสมที่เล่าให้พวกเขาฟังบ่อย ๆ ล่องลอยอยู่ในใจของเขาไม่รู้ลืม
    เหตุการณ์  การจับกิ้งก่าของพ่อดูจะมีถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ชายป่าลึก  เพราะมีจำนวนกิ้งก่ามากขึ้น  ขณะที่เขาทั้งกึ่งดีใจและก็เพิ่มกึ่งความกลัวมากขึ้น  เมื่อได้ยินเสียง “หึ่ง  หึ่ง”  พ่อก็จะเดินตรงไปทันที  เพราะนั่นเป็นสัญญาณบอกว่ามีแมงจีนูนกำลังกินใบไม้  พอเดินไปถึงที่มีเสียง “หึ่ง หึ่ง” นั้นพ่อก็จะใช้ไม้ไผ่ที่เตรียมมาแล้วฟาดตีตามกิ่งไม้  เพื่อให้แมงจีนูนหล่นลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง  พอพ่อตีกิ่งไม้เสียงดัง “เป๊ะ เป๊ะ  เป๊ก  เป๊ก”  เท่านั้นแหละ  แมงจีนูนก็หล่นป้อกแป้ก ป้อกแป้ก  ลงมายังพื้นดิน  แล้วพ่อและเขาก็จับแมงจีนูนใส่ข้องกันเพลิน  จนลืมความกลัวไปเลย
    คืนวันนั้น  พ่อพาเขาหาล่ากิ้งก่าและแมงจีนูนไปเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าพ่อต้องการให้ลืมเหตุการณ์ที่ได้ถกเถียงกับแม่  ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันของคนในครอบครัวจืดจางและสลายไปในที่สุด  หรือต้องการหาอาหารไปให้ได้มาก ๆ เพื่อให้แม่สบายใจก็ไม่อาจทราบได้  และวันนั้นก็ได้สัตว์มาทำอาหารมากมายจริงๆ  จึงเป็นการเปลี่ยนความเศร้าที่พานพบในวงข้าว  แล้วแปรเปลี่ยนเป็นความพอใจและกลายเป็นความสุขจนถึงเวลาดึกดื่นในเวลาต่อมา  เขาเองก็รู้สึกว่าเป็นสุข  ลืมภาพเหตุการณ์ที่พ่อแม่มีปัญหากันจนหมดสิ้น  
    พ่อได้สอนการใช้เทคนิค  วิธีการหาอาหาร  สอนการจับกิ้งก่าและแมงจีนูนยามค่ำคืนให้เขา  ได้เรียนรู้จากห้องเรียนชีวิตที่กว้างใหญ่  มีธรรมชาติท้องถิ่นเป็นกระดาน  มีอุปกรณ์คือสรรพสิ่งรอบตัว  มีพ่อเป็นครูคอยชี้แนะและเขียนบทเรียนชีวิตให้ได้เรียนรู้  โดยผ่านการปฏิบัติจริงเพื่อจะได้เกิดความรู้ที่ยั่งยืน  เหมือนทหารที่ได้ลงต่อสู้ในสมรภูมิรบจริง  ที่ย่อมได้รู้เทคนิควิธีการและกระบวนการต่อสู้ที่ดีกว่าเรียนรู้จากทฤษฎีเป็นไหน  ๆ  มันจึงคือการสอนวิธีการเอาตัวรอด  จึงคือฉากและเวทีชีวิตจริง  จึงคือนิยามของความเป็นอยู่ของลูกอีสาน  จึงเป็นบทเรียนชีวิตที่ได้เรียนรู้จากชีวิตจริงของเขาที่พ่อทุ่มโถมชีวิตสอนและถ่ายทอดให้เขาจากประสบการณ์ตรง  ที่เขาได้เรียนรู้อย่างใส่ใจและจะจำไปใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไป >> โปรดติดตามตอนต่อไป....

lizardhunters

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3