Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 3 Votes ) 

amla1 (ต่อจากตอนที่ 5) คืนนั้นทองดีรู้สึกสับสนกับความคิดของตนเอง ซึ่งความจริงเด็กน้อยวัยแค่เขาขณะนั้นไม่น่าจะนำเรื่องราวต่าง ๆ มาคิดให้รกสมองเลย แต่ด้วยความเป็นคนที่มีลักษณะแปลกกว่าคนอื่น คือมักนำเรื่องจิปาถะที่คนอื่นไม่ค่อยคิดมาคิด ทำให้สมองต้องเปลืองไปกับความคิดของตนเอง ที่สร้างเรื่องขึ้นมาจากความจริงบ้างไม่จริงบ้าง เจ้าความคิดวิ่งไปหอบเอา เรื่องนั้นเรื่องนี่เข้ามาให้มีเรื่องให้คิดสารพัดทำให้เกิดความวุ่นวายใจจนเขาก็บอกตัวเองไม่ถูกว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ขณะที่ทุกคนนอนเงียบกันหมด เสียงพ่อกรนดังครืด ๆ แข่งกับเสียงนกกลางคืนที่ร้องมาแต่ไกล แต่เสียงเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขาละความคิดที่กำลังตะลุมบอนเขาอยู่เลย เพราะความคิดในท่ามกลางความมืดนั้น มันคิดล่วงหน้าถึงวันพรุ่งนี้ที่ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดีกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างเขากับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน นึกวาดภาพบรรยากาศในงานวันที่จะต้องจากกัน จากครู จากห้องเรียน และจากโรงเรียนไปแล้วก็รู้สึกใจหาย เพราะคือวันสุดท้ายที่เขาจะได้ไปโรงเรียนและจะไม่ได้ไปเหมือนเดิมอีกแล้ว จนกว่าจะมีเหตุที่ต้องทำให้ไปโรงเรียนซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นเหตุใด
เมื่อวุ่นวาย สับสนในความคิดกับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้อยู่พักหนึ่งแล้ว ภาพชีวิตในโรงเรียนก็ลอยซ้อนทับกันมาสาละวนไปมาจนนอนไม่หลับ และไม่รู้ว่าไปหลับเอาเมื่อไร มาตื่นอีกทีก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากข้างล่าง “ดี ดีเอ๊ย” เป็นเสียงของแม่ที่ปลุกให้เขาตื่นนั่นเอง ยังไม่ทันที่จะลุกขึ้นเสียงแม่ก็ดังสำทับขึ้นอีก “ลุกซิ....สายแล้ว” เขารีบลุกจากที่นอนพร้อมบิดขี้เกียจนิดหนึ่งแล้วความรู้สึกใจหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนนี้ก็มาทักทายเขาอีกครั้ง มันเข้ามาจู่โจมไม่แตกต่างเมื่อคืน จึงนั่งให้ความคิดนั้นทำหน้าที่ตะลุมบอนสมองเขาไปสักพัก “เดี๋ยวไปโรงเรียนไม่ทันนะ” เสียงแม่กำชับ
amla2“เราจะต้องจากโรงเรียน ห้องเรียน คุณครู และเพื่อนที่มาจากหมู่บ้านอื่นไป ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไร” ใจเขาไม่สนใจคำพูดของแม่ แต่วิ่งเตลิดไปนำความวุ่นวายให้รกสองอีกแล้ว
“วันนี้แล้วสินะที่เราจะต้องพบกันเป็นวันสุดท้าย สายใจ วิชัย บอกว่าพ่อแม่จะให้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมในเมือง บุญหลายจะไปบวชเรียนกับหลวงน้าที่ต่างจังหวัด ส่วนคำดีจะไปเรียนกับอาที่เป็นครูอยู่ที่จังหวัดยโสธร และเพื่อนอีกหลายคนอาจได้เรียนต่อ แต่เราคงต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตามที่แม่บอกไว้ แม้ใจไม่อยากไป เพราะหลวงลุงเคยไปทำงานที่กรุงเทพฯมาก่อนบอกว่าเมืองกรุงเทพฯไม่น่าอยู่ งานที่นั่นลำบากมาก ที่พักไม่ดี กลางคืนยุงเยอะ ผู้คนไม่มีน้ำใจต่อกัน โดยเฉพาะโรงงานที่แม่อยากให้ไปนั้นยิ่งลำบาก แต่เพื่อความต้องการของพ่อแม่ก็จำเป็นต้องไป อนาคตจะเป็นอย่างไร .......”
เขาไม่อยากคิดต่อ จึงพยายามดึงความคิดที่เตลิดไปไกลนั้นกลับมา ไม่โทษพ่อแม่ที่ไม่อยากให้เรียนหนังสือ เพราะความยากจน ทำให้ท่านต้องคิดเช่นนั้น
วันนั้น คือวันสุดท้ายของปีการศึกษา คือวันที่เขาต้องมารับใบประกาศนียบัตรว่าได้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้ว คณะครูตั้งชื่อวันนั้นว่าเป็น “วันอำลา” เขาเดินทางมากับพ่อ เพราะคุณครูต้องการผู้ปกครองมาร่วมงานด้วย พอมาถึงโรงเรียนเขาก็วิ่งไปทักทาย พูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นคนนี้ด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นสลับกันอยู่สองอย่าง ระหว่างความดีใจ กังวลใจจนถึงกับไม่สบายใจ ดีใจที่เรียนจบเพราะยังมีเพื่อนอีกสองคนที่เรียนยังไม่จบ และไม่สบายใจที่จะต้องจากเพื่อนรักต่างหมู่บ้านไป วันเวลาที่เรียนรู้และเรียนอยู่ร่วมกันที่โรงเรียนตามวันวัยของพวกเขานั้น มันเป็นวันวัยและวันเวลาแห่งความสุข สุขอย่างอิสระและบริสุทธิ์ที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นพันธนาการตามความรู้สึกของเด็ก ๆ อย่างพวกเขา ไม่นานแล้วที่พวกเขาจะพบกับคำว่า “จากลา” ตามชื่อวันงานที่ครูตั้งไว้
amla3เสียงระฆังดังบอกให้พวกเขาไปเข้าแถวหน้าเสาธง มันเหมือนเสียงสั่งสุดท้าย ที่บอกให้รู้ว่าจากนี้ไปจะไม่ได้มายืนที่หน้าเสาธงตรงนี้อีกแล้ว เขาและเพื่อน ๆ ยืนตรงร้องเพลงชาติอย่างตั้งใจ ดูเหมือนว่าวันนั้นการร้องเพลงชาติของพวกเขาจะมีพลังกังวานปนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เพราะเป็นการร้องเพลงชาติที่หน้า เสาธงครั้งสุดท้าย พวกเขาจึงร้องประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง มีความไพเราะและมีความหมายมากที่สุดเท่าที่จับสำนึกได้ในชีวิตนักเรียนที่ผ่านมา มันมีความหมายต่อการจากลา การใช้ชีวิตในวันหน้าของพวกเขา พวกเขารู้ว่าจะต้องจากกันเพื่อออกไปตามครรลองของชีวิต ต้องต่อสู้ เผชิญกับโชคชะตา ปัญหาของชีวิตในโลกกว้าง ในฐานะเด็กวัยแรกรุ่น สู่ความเป็นหนุ่มสาว เหมือนนกที่เริ่มมีขน ปีก แข้งขาที่มีแรงพอที่จะต้านทานพายุ ลมฝน ที่จะโถมกระหน่ำเข้ามาให้ได้ต่อสู้ ดิ้นรน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อการอยู่รอดของชีวิตต่อไป
หลังจากร้องเพลงชาติจบลง พวกเขาก็กล่าวคำปรัชญาของโรงเรียนด้วยเสียงอันดังว่า
“งานคือหน้าที่ ความดีคือผลพลอยได้” เมื่อคำกล่าวนี้จบลง คำอธิบายความหมายของคำนี้ของครูกัญญาในหน้าเสาธงวันหนึ่งก็ผุดพรายขึ้นในจิตสำนึกของเขา คำอธิบายนั้นเขาจำได้ดีว่า
“คำว่างานคือหน้าที่คือให้มีความมุ่งมั่นทำหน้าที่การงาน ทั้งงานที่ได้รับมอบหมาย งานในครอบครัว และงานที่ตนเองคิดสร้างสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ มีความรับผิดชอบ อย่างเอาใจใส่ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่งานที่เกิดขึ้นหรือผลสำเร็จของงาน นั่นแหละคือผลพลอยได้ของการรับผิดชอบต่อหน้าที่ และนั่นมันก็คือความดีที่พวกเราได้รับจากผลงานนั่นเอง ดังนั้นการทำงานใด ๆ จะต้องถือว่าคือหน้าที่ที่เราต้องทำ ถ้าทำได้ก็ถือว่าเรามีคุณธรรมด้วย เพราะพระท่านสอนว่า ธรรมะคือหน้าที่ การปฏิบัติตามหน้าที่ รับผิดชอบต่อหน้าที่ ก็คือการมีธรรมะในใจนั่นเอง คนที่มีธรรมะจะไม่ทิ้งหน้าที่”
amla4“ครับคุณครู ผมจะจดจำปรัชญานี้และนำไปใช้ในชีวิตตลอดไปครับ” เขาตั้งปณิธานในใจตนเอง
หลังจากเคารพธงชาติแล้ว คุณครูไม่ได้ให้ความรู้ คำแนะนำและข้อคิดที่หน้าเสาธงเหมือนที่ผ่านมา เพราะท่านจะไปให้โอวาทและคำแนะนำในที่ประชุมอยู่แล้ว จึงให้พวกเขาเข้าไปรวมกันอยู่ที่ห้องประชุมที่เป็นที่นัดหมายให้นักเรียนและผู้ปกครองมาร่วมประชุมกันที่นั่น ครูกัญญาในฐานะครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดงานวันนั้นเดินสำรวจดูความเรียบร้อยและความพร้อมไปมา เมื่อท่านเห็นว่านักเรียนและผู้ปกครองมาพร้อมในที่ประชุมแล้ว ท่านก็เชิญครูวิชัยไปทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน ครูวิชัยกล่าวทักทายผู้ปกครองและนักเรียน แนะนำตัวเองแล้วบอกให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่กำลังจะจากโรงเรียนไปในไม่ช้านี้ ไปยืนเป็นแถวอยู่หน้าเวทีในห้องประชุม เพื่อร่วมกันร้องเพลง “อำลาโรงเรียน” ที่ครูกัญญาแต่งเอง และได้ฝึกให้นักเรียนร้องหมู่ไว้แล้ว สิ้นเสียงคำกล่าวนำของครูวิชัย เสียงร้องเพลงอำลาก็ดังกระหึ่มขึ้น แม้จะเป็นเสียงจากปากเปล่าของเด็ก ๆ ที่ไม่มีไมโครโฟนและเครื่องกระจายเสียงเป็นเครื่องช่วยอย่างปัจจุบัน แต่ด้วยการร่วมกันขับร้อง เปล่งประสานเสียงอย่างมีความมุ่นมั่น ตั้งใจ ของนักเรียนจำนวนหลายคนก็กลายเป็นพลังทำให้ห้องนั้นดังกระหึ่มขึ้นมาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เพลงนั้นสื่อให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความในใจของพวกเขาว่าเป็นอย่างไร เนื้อเพลงนั้นมีว่า

“เสียงเพลงอำลาดังมาอีกครั้ง หมายถึงเสียงสั่งกำลังมาใกล้
พวกเราเรียนจบจำต้องจากไป อำลาอาลัยไปกันคนละทาง
บอกลาน้องเพื่อนเคยเรียนร่วมกัน จบแล้วต้องหันลากันไกลห่าง
เกล็ดน้ำจากตาหยดมาบางบาง เมื่อคำว่า “ห่าง” กำลังแยกเราจากไป
*กราบลาคุณครูผู้เคยสั่นสอน คำครูอวยพรจะเอาใจใส่
ลาแล้วโรงเรียนลาเพื่อนห่างไกล ค่อยพบกันใหม่เมื่อโอกาสมี
เสียงเพลงอำลาบอกว่าจากกัน ทั้งเธอและฉันจากกันเพียงนี้
โรงเรียนมีงานพบกันอีกที สำหรับวันนี้ขอลาก่อนเอย”

amla5เมื่อนักเรียนร้องเพลงจบ เสียงปรบมือก็ดังก้องห้อง เด็ก ๆ กอดคอกันร้องไห้ คำว่า “ห่าง” และคำว่า “ลา” สะกิดใจและเป็นแรงบีบน้ำตาของพวกเขาให้ไหลลงอาบแก้ม จำปี ทองลา บุญตา คำดีและสายใจ ส่งเสียงสะอื้นเฮือก ๆ ทำเอาผู้ปกครองกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ครูวิชัยซึ่งทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานรู้ดีว่าขณะนี้อารมณ์ของนักเรียนกำลังอยู่ในห้วงแห่งความเศร้า อาลัย ทุกคนกำลังตกอยู่ในอารมณ์ร่วม จึงปล่อยให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นและเป็นไปอยู่ชั่วขณะ ไม่ขัดจังหวะเขาอารมณ์ของพวกเขา
“ร้องไห้ไปเถอะหนูเอ๋ย ปล่อยน้ำตาให้มันไหลออกมาให้เต็มที่เถิดนักเรียน ไม่ต้องอายใคร น้ำตาคือสายธารจากสรวงสวรรค์ที่มาปลอบประโลมใจให้มีความสุข” ครูวิชัยคิดถึงคำพูดของอังคาร กัลยาณพงศ์ นักเขียนชื่อดังที่ไม่เคยปิดกั้นน้ำตาตัวเอง เมื่อเห็นว่าพวกเขาได้ระบายน้ำตากันเต็มที่แล้ว จึงเชิญครูใหญ่ที่ชื่อสมใจ ชัยเสนา ขึ้นไปมอบใบประกาศนียบัตรให้นักเรียนที่เรียนจบ และมอบเกียรติบัตรให้นักเรียนที่เรียนดี และผู้ที่ทำชื่อเสียงให้โรงเรียน หลังจากมอบใบประกาศนียบัตรแล้วท่านก็กล่าวให้โอวาทเป็นการปัจฉิมนิเทศไปในตัว คำกล่าวของท่านยังติดตาตรึงใจและจารึกอยู่ในความสำนึกของทองดีมิรู้ลืม เขาจำได้ดีเสมอกับบุคลิกการพูดและถ้อยโอวาทนั้น
“นักเรียนที่รัก.....” ครูใหญ่ทิ้งช่วงคำพูด มองไปรอบ ๆ ห้องก่อนพูดต่อไป
“พวกเธอมาใช้ชีวิต คลุกคลี ร่วมเรียนรู้อยู่ในโรงเรียนเป็นเวลาสี่ปีเต็ม ครูเชื่อว่าพวกเธอคงเข้าใจความหมายของโรงเรียนได้ดี ผู้รู้บอกว่าโรงเรียนเป็นได้หลายอย่าง เช่น เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นศูนย์รวมวิทยาการของชุมชน เป็นแหล่งบ่มเพาะสติปัญญาให้เด็ก เป็นสถานที่ชี้แนวทางที่ดีให้นักเรียน เป็นโรงละครโรงเล็กที่มีหลากลีลาและหลายท่าทีของชีวิต มีทั้งรัก เกลียดชัง อิจฉาริษยา หัวเราะ ร้องไห้ โรงเรียนของเราเป็นเพียงโรงละครโรงเล็กที่อาจบ่มเพาะ ให้ความรู้ บทเรียน ข้อคิด การต่อสู้ดิ้นรน วิถีดำเนินชีวิตที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อนเท่าไร แต่โรงละครโรงใหญ่ที่นักเรียนจะต้องออกไปใช้ชีวิต สัมผัส เจอะเจอ อาจมีปัญหาที่สลับซับซ้อนกว่านี้มาก นักเรียนจะต้องนำความรู้ที่ครูให้ นำบทเรียนที่เราพบเห็นในโรงละครโรงเล็กนี้ไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในโรงละครโรงใหญ่ให้มีคุณค่าให้ได้ ถ้าเราทำได้เราก็จะประสบความสำเร็จ และมีความสุขในการดำเนินชีวิตต่อไป.......” เขาจำโอวาทของครูใหญ่ตอนหนึ่งซึ่งประทับใจเขามากมีใจความว่า
amla6“..... ครูเหมือนเรือจ้าง ทำหน้าที่ส่งพวกเธอข้ามฝั่ง บัดนี้ครูได้ทำหน้าที่ของครูแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของพวกเธอที่จะต้องก้าวเดินต่อไป สู้กันต่อไป พวกเธอเหมือนดอกบัวที่เพิ่งเต่งตูมซึ่งครูทำหน้าที่เป็นชาวสวนดูแลด้วยดีมาหลายปี จนเห็นว่าไม่มีแมลงเจาะไช เป็นดอกบัวที่ใส บริสุทธิ์ พวกเธอต้องออกไปบานที่ใหม่ในวันข้างหน้า ในนามคณะครูขออวยพรให้พวกเธอไปเป็นดอกบัวบานที่สดใส ไร้พิษภัย ประสบความสำเร็จในชีวิต อยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข มีปัญหาอะไรให้คิดถึงคำสอนของครู..........”
เมื่อครูใหญ่ให้โอวาทจบก็หมายถึง “วันอำลา” จบสิ้นลง ทุกคนเดินออกจากห้องประชุมด้วยความรู้สึกที่ดี เขาและเพื่อน ๆ จับมือกันและบอกลากันด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“โชคดีเพื่อน ขอให้เพื่อน ๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต อีกไม่นานแล้วเราก็จะไปใช้ชีวิตในเมืองหลวง ซึ่งไม่รู้ว่าอนาคต โชคชะตาชีวิตจะเป็นอย่างไร” เขาอวยพรเพื่อนในใจ แล้วน้ำตาเขาก็ซึมคลอเบ้า
เมื่อคิดได้ว่าเขายังน้อยเกินไป เยาว์เกินไปที่จะต้องไปเผชิญชีวิตในเมืองหลวง

โปรดติดตามตอนต่อไป.... - ครูสำลี -

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3