Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users2
  • Active Guests2
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week688
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 2 Votes ) 

poorstudent(ต่อจากตอนที่ 4) ทองดีเรียนมาจนถึงช่วงสุดท้ายของภาคเรียนที่ ๒  อีกไม่นานก็จะจบการศึกษาภาคบังคับของโรงเรียนแล้ว  การใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน  ในห้องเรียนกับครูมาหลายปีคงเพียงพอที่จะทำให้ครูเข้าใจว่าเขาเป็นคนอย่างไร  และเพราะเหตุนั่นเองจึงทำให้ครูเข้าใจได้ว่าแม้เขาจะเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่งนัก  แต่ก็มีพฤติกรรมหลายอย่างที่บ่งบอกให้ทราบว่าเขาเป็นเด็กที่มีลักษณะพิเศษกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่หลายประการ  คือมีความคิดความอ่านที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป  เช่น...   เป็นเด็กที่ไม่เคยแกล้งหรือรังแกรุ่นน้อง  ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบเพื่อน  เป็นคนมีจิตอาสา  มีจิตใจโอบอ้อมอารี  มีความเมตตาต่อสัตว์  เป็นต้น  จะเรียกว่าเป็นเด็กดีมีคุณธรรมก็ว่าได้
    ตัวอย่างวันหนึ่งขณะเขาเดินทางกลับบ้านหลังเลิกเรียน  เพื่อนของเขาที่ชื่อไสวแกล้งรุ่นน้องที่เดินทางกลับบ้านด้วยกัน  จนรุ่นน้องคนนั้นร้องไห้แต่ก็ไม่รู้จะไปแจ้งใครหรือพึ่งใคร  เพราะอยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน  เขาเห็นว่าจะปล่อยให้เพื่อนแกล้งเด็กต่อไปไม่ไหวแล้ว  เพราะสงสารเด็กจึงบอกห้ามเพื่อนไปว่า
    “อย่าไปแกล้งเขาเลย  เขาเป็นเด็กกว่าเรานะไหว”  ไสวหรือที่มีชื่อเล่นว่า  “ไหว”  เมื่อได้ฟังเขาพูด  เช่นนั้นแทนที่จะหยุดกลับด่าว่าเขากลับ  แต่เขาก็ไม่แสดงอาการโกรธเคืองอะไร  แต่ให้เหตุผลไปว่า
    “เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ทางที่ดีเราควรหาทางช่วยเหลือเขาจะดีกว่า  เพราะหมู่บ้านเราก็อยู่ไกล  เขาไม่มีพี่  เราทำหน้าที่เป็นพี่เขา  คุ้มครองเขาจะดีกว่า”  แม้ไสวจะแสดงอาการไม่พอใจ  แต่ด้วยเหตุผลของเขาก็ทำให้เพื่อนหยุดแกล้งรุ่งน้องคนนั้น  ทำให้บรรยากาศการเดินทางกลับบ้านดีขึ้น
      อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้รู้ว่าเขาเป็นมีจิตอาสา  เมื่อครูให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ๓  
ซึ่งเป็นรุ่นน้องทำแปรงผัก  ที่นักเรียนระดับนั้นค่อนข้างทำได้ยาก  ไม่ว่าจะเป็นการขุดดิน  การตีดินให้แตกเป็นก้อนเล็ก ๆ เพื่อจะเขี่ยได้ง่ายขึ้น  และการเกลี่ยดินเพื่อทำแปรงผัก  ซึ่งทำลำบากเพราะดินแข็งมาก  
เมื่อเขาเดินผ่านไปเห็นจึงขออาสาช่วยนักเรียนรุ่นน้องทำแปรงผักจนเสร็จ  
    บ่ายวันหนึ่ง  ครูต้องการทราบว่านักเรียนแต่ละคนอยากเป็นอะไร  เมื่อเรียนจบแล้วจะเรียนต่อเพื่อไปประกอบอาชีพอะไร  และต้องการทราบว่านักเรียนเขียนเรียงความดีไหม  สามารถเขียนสื่อสารได้ดีหรือไม่  พอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ไหม  สิ่งที่จะวัดนักเรียนได้ดีประการหนึ่งก็คือการให้นักเรียนเขียนเรียงความ  ดังนั้นในชั่งโมงเรียนภาษาไทยของบ่ายวันนั้นครูจึงพูดกับนักเรียนว่า
    “นักเรียนค่ะ  วันนี้ครูจะให้นักเรียนเขียนเรียงความ.....”  ยังไม่ทันที่ครูจะพูดจบ  แววตาก็ถามแทรกว่า
    “คุณครูจะให้เขียนเรียงความเรื่องอะไรคะ”   ครูยิ้มนิดหนึ่งก่อนถามย้อนกลับว่า
    “นักเรียนอยากเขียนเรื่องอะไรดีละค่ะ”
    “ฉันอยากเขียนเรื่องถ้าฉันเลือกได้คะ”  แก้วตาตอบ
    “ผมอยากเขียนเรื่อง  ถ้าผมได้เป็นทหารครับ”  สุชาติบอกสิ่งที่เขาต้องการเขียนถึง
    “ดิฉันอยากเขียนเรื่อง  อยากเป็นหมอคะ”  กานดาเสนอ
   poorstudent2 นักเรียนต่างเสนอสิ่งที่ตนเองอยากเขียน  ครูเห็นว่านักเรียนอยากเขียนเรื่องที่แตกต่างกันไป  จึงเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้แสดงออกทางความคิดผ่านการเขียนอย่างอิสระ  จึงพูดกับนักเรียนว่า
    “นักเรียนคะ  เอาอย่างนี้ดีกว่า...”  ครูทิ้งช่วงคำพูดนิดหนึ่งแล้วมองไปรอบ ๆ ห้อง  เพื่อสังเกตว่านักเรียนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร  ก่อนพูดขยายความให้นักเรียนเข้าใจต่อไปว่า  
    “เพื่อให้แต่ละคนได้แสดงความสามารถด้านการคิดและเขียนตามที่ตนเองต้องการอย่างเต็มที่  เป็นการเขียนตามความคิดของตนเองอย่างอิสระ  ครูจึงให้พวกเธอเขียนเรียงความตามความคิดและตั้งชื่อเรื่องเอง”  
    สมดีรู้สึกสงสัย  จึงยกมือขึ้นแล้วถามว่า  
    “เขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ใช่ไหมครับ”  
    “ใช่คะ  เขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่นักเรียนต้องการเขียน”  ครูตอบแล้วชี้แจงวิธีการเขียนเรียงความให้นักเรียนทราบ  พร้อมกับเป็นการทบทวนหลักการเขียนที่เคยเรียนมาแล้วไปในตัว
    “ให้เวลาหนึ่งชั่วโมงนะคะ”  ครูกำหนดเวลา  พร้อมกำชับว่า
    “อย่าให้เลยเวลานะ  ใครเสร็จแล้วนำไปส่งครูที่ห้องพักครู”
    นักเรียนต่างคิดเรื่องที่จะเขียนตามความคิดและจินตนาการของตน  หลายคนแยกย้ายกันไปเขียนตามที่ต่าง  ๆ เพื่อให้เกิดสมาธิจะได้เขียนเรื่องได้ง่ายขึ้น  เช่น  ไปเขียนใต้ร่มไม้  ไปเขียนในโรงอาหาร เป็นต้น
บ้างก็จับกลุ่มกันไปเขียนเรื่องที่เหมือนกัน  และแลกเปลี่ยนความคิดกันและกัน  
    “นายเขียนเรื่องอะไรวะ”  สมปองถามทองดี
    “เรายังคิดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี  เออ.....นายอย่าเพิ่งถามเราได้ไหม  ให้เราคิดเงียบ ๆ ก่อนสิ”  เขาขอร้องเพื่อน  แล้วนั่งเหมือนคนเหม่อลอย  ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ...คิด....คิด...แล้วก็คิด....
    เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง.......ทันใดนั้นภาพของครูกัญญาซึ่งเป็นครูดีในดวงใจของเขาก็ผุดพรายขึ้นในมโนสำนึกของเขา  ภาพใบหน้าของครูยิ้มอย่างมีความสุขทุกครั้งที่เข้ามาในห้องเรียน  ครูสอนดี  พูดเพราะ  ใจดี  มีอารมณ์ขัน  นำเรื่องสนุก ๆ มาเล่าให้นักเรียนฟังเป็นประจำ   และเขาเองก็มีความสุขทุกครั้งที่ครูเข้ามาสอน  นักเรียนทุกคนรักครูกัญญา  เขาจึงอยากเป็นเหมือนครูกัญญา  อยากมีลีลาท่าทีและอยากความสุขเหมือนครู  อยากประพฤติตนเหมือนครู  อยากให้คนรักเขาเหมือนครูกัญญา  ภาพชีวิตครู  ความเป็นครูประติดประต่อก่อรูปขึ้นในจิตสำนึกอย่างมีชีวิตชีวา  จากภาพฝันและจินตนาการก็จะกลายเป็นเรื่องราวผ่านตัวอักษรให้ครูและเพื่อนได้อ่านในอีกไม่ช้านี่เอง
    “เฮ้!  เราได้เรื่องที่จะเขียนแล้ว”  เขาร้องออกมาด้วยความดีใจอย่างคนคิดและหาทางออกได้  
    “นายได้เรื่องอะไรวะ  บอกเราด้วยสิ  เราคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไร”  สมดีอยากรู้
    “เราจะเขียนเรื่อง  อยากเป็นครู”  เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี
    “โอ.....เป็นเรื่องที่ดีนะ  แต่เราคงเขียนไม่ได้หรอก  เราจะเขียนเรื่องที่คล้าย ๆ นายกับดีกว่า  นั่นก็คือเราจะเขียนเรื่อง  อยากเป็นทหาร  เท่ดีไหม”  สมดียกหัวแม่มือแสดงอาการพอใจกับเรื่องที่ตนเองจะเขียน
    เมื่อได้เรื่องที่จะเขียนแล้ว  นักเรียนแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปซุ่มเขียนตามที่ต่าง ๆ แล้วแต่ใครจะเห็นเหมาะสมและชอบบรรยากาศตรงไหน  ส่วนเขา.....ทองดี  เด็กน้อยผู้อยากเป็นครูแอบไปนั่งเขียนอยู่ใกล้  ๆ  ห้องพักครู  เพื่อจะได้เกิดแรงบันดาลใจให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับครูได้ดีขึ้น  เขามองลอดหน้าต่างไปดูครูกัญญาที่กำลังนั่งตรวจงานนักเรียนอยู่แว๊บหนึ่งก็เกิดความคิดจินตนาการ  มีข้อมูลไหลออกมาให้เขียนถึงชีวิตครูต่อไป  ข้อเขียนของเขาตอนหนึ่งมีดังนี้

krubannok001    “......อาชีพครูเป็นอาชีพที่ข้าพเจ้าต้องการ  เพราะครูคือผู้ให้ความรู้แก่นักเรียน  คือผู้อบรมสั่งสอนให้นักเรียนเป็นคนดี  ถ้าข้าพเจ้าได้เป็นครูตามที่ใจต้องการ  จะทำหน้าที่ครูด้วยความเอาใจใส่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  จะทุ่มเทเสียสละเพื่อนักเรียนอย่างเต็มที่  จะเป็นมิตรกับนักเรียน ไม่ทำให้นักเรียนกลัวจนกลายเป็นเบื่อและไม่พอใจครู.....”   เขาแต่งบทกลอนปิดท้ายเรียงความว่า
       “ถ้าหากได้เป็นครูตามใจหวัง    จะสอนสั่งให้นักเรียนเพียรศึกษา
จะอุทิศตนข้นเข้มเต็มอัตตา        จะนำพาศิษย์ตนเป็นคนดี.....”
    เมื่อครูนำผลงานของเขาไปตรวจ  ครูรู้สึกพอใจและชื่นชมการเขียนเรียงความของลูกศิษย์คนนี้มากเพราะเขาถ่ายทอดสิ่งที่เขาอยากเป็นได้ดีจริง ๆ ครูจึงนำผลงานของเขาไปอ่านให้นักเรียนคนอื่น ๆ ฟังและดูเป็นตัวอย่าง  พร้อมกับชมในความสามารถของเขาให้เพื่อนร่วมห้องฟัง
    “นักเรียนคะ  ครูเห็นแววคนที่จะเป็นครูแล้ว  นักเรียนคิดว่าเป็นใครคะ”  ครูพูดแล้วถามทิ้งท้าย
    “ฉันคิดว่าเป็นแววตาคะ”  วิไลคาดเดา
    “ผมคิดว่าเป็นสุชาติครับ  เพราะผมทราบว่าเขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับครู”   คำตามตอบเพราะรู้ว่าเพื่อนของเขาเขียนเรื่องถ้าผมได้เป็นครู  นักเรียนหลายคนตอบตามความคาดเดาของตน  แต่ครูก็ยังบอกว่าไม่ถูก  
สมดีจึงยกมือขึ้นแล้วตอบครูว่า
    “ผมรู้แล้วครับ  เขาคนนั้นก็คือทองดี  เพราะเขาเขียนเรื่อง  อยากเป็นครู”  ครูยิ้มก่อนเฉลยว่า
    “ถูกต้องคะ  เขาคนนั้นก็คือทองดีนั่นเอง”  เมื่อเฉลยแล้วครูก็ชมเขาต่อไปว่า
    “ทองดีเขียนเกี่ยวกับอาชีพครูได้ดีมาก  เขาเขียนความคิดความฝัน  เขียนถึงสิ่งที่เขาอยากเป็นครูอย่างมีชีวิตชีวา  ถ้าเขาได้เป็นครูเขาจะทำหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้  ครูอ่านดูแล้วรู้สึกอนาคตของเขาอาจได้เป็นครูจริง ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้  ใช่ไหมทองดี”  ครูหันมามองเขา  เขา....ทองดี  เด็กน้อยที่มีฐานะยากจนที่โตขึ้นอยากเป็นครู  แต่เขาคงได้แต่คิด  ได้แต่หวัง  ได้แต่อยากเป็น  เพราะเด็กที่พ่อแม่ยากจนอย่างเขาจะเป็นครูได้อย่างไร  เขาคงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กชายประดิษฐ์  เหมือนเด็กหญิงวันดี  และเพื่อนคนอื่น ๆ ที่พ่อแม่ของเขาร่ำรวย  พอที่จะส่งลูกเล่าเรียนได้  คำว่า  “อยากเป็นครู”  จึงอาจเป็นได้แค่หวังเท่านั้น
    “ผมคงได้แต่ฝัน  ได้แต่อยากเป็นเท่านั้นแหละครับคุณครู  ผมคงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อกับเขาหรอกครับ  เพราะพ่อแม่ของผมยากจน  และท่านก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องเรียนต่อเลยครับ  ผมก็เขียนไปตามความคิดความฝันและใจของผมที่อยากเป็นเท่านั้นแหละครับ”   สังเกตดูแววตาเขาหม่นหมองอย่างชัดเจน
    “เรื่องอนาคตเป็นของไม่แน่นะคะนักเรียน  สิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นไปอาจไม่เป็นไปตามคิดก็ได้  และสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเป็นได้  ไม่คิดว่าจะได้แต่มันกลับเป็นได้ก็มีนะ  ใครจะคิดว่าเหมาเซตุง  เด็กยากจนที่พ่อแม่ไม่มีเงินให้เรียนหนังสือต่อ  แต่เขาก็พยายามศึกษาด้วยตนเอง  แม่ให้ทำนาก็แอบหนีท้องนาไปซุ่มอ่านหนังสือในห้องสมุด  ในที่สุดเขาก็ได้เป็นผู้นำคนเป็นพัน ๆ ล้านคนของประเทศจีน  นั่นคือตัวอย่างของเด็กน้อยที่มีความฝันเหมือนอย่างที่ทองดีฝันนี่แหละ  คนเราถ้ามีความฝัน มีความอยากมันอาจพาเราไปถึงฝันโดยที่เราก็คาดไม่ถึงก็ได้ใครจะไปรู้”  
    ครูพูดให้กำลังใจไม่เฉพาะกับทองดีเท่านั้น  แต่ให้กำลังกับนักเรียนทุกคนที่ต่างก็มีความอยาก  มีความฝันและต้องการเป็นของตนเองซึ่งเห็นได้จากผลงานของเรียงความของแต่ละคนนั่นเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป...:: สำลี  รักสุทธี ::

krubannok002

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3