Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

kroobannok 05(ต่อจากตอนที่ 3) สิ้นเสียงเพลง  “น้ำตาเขียดอีโม้”  ที่แรก  ๆ  ทองดีรู้สึกว่าสนุกสนาน  แต่เมื่อเขาครุ่นคิดถึงเนื้อหาของเพลงแล้วทำให้เขารู้สึกว่าสงสารเขียดอีโม้จนเกิดเป็นหดหู่ขึ้นมาจับใจ  แม้มันจะเป็นอาหารที่อร่อยแต่เขาก็คิดถึงชีวิตของมันและชาวนาที่คงมีอะไรไม่แตกต่างกันนัก  คือมีความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกทำร้าย  ขมขื่นและเศร้าใจเมื่อต้องพลัดพรากจากของรักของหวง  หลายความคิด  หลากแง่มุมมองของชีวิต  มากมายคำถามผุดพรายขึ้นมาทักถามในความสำนึกของเขา  เช่น
    “สัตว์ทุกชนิดมันคงรักชีวิตของมันเหมือนกันนะ”      “ทำไมนะเราต้องทำร้ายสัตว์”
    “ทำไมเราต้องกินสัตว์  เรากินอย่างอื่นไม่ได้หรือ”       “เราไม่ทำร้าย  ไม่ทำลายกันได้ไหม”  
    ทองดีเป็นเด็กน้อยที่ออกจะแปลกอยู่บ้างตรงที่เขามีความคิดและจิตใจที่ไม่เหมือนใคร  บางครั้งรู้สึกอ่อนไหว  เปราะบางกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  คิดถึงความตาย  คิดถึงการพลัดพราก  คิดถึงพ่อแม่ที่เมื่อถึงคราวจะต้องจากกันแล้วเขาก็ร้องไห้  น้ำตาไหลออกมาอย่างคนอ่อนแอ บอบบางเอามาก ๆ  บางครั้งก็รู้สึกเข้มแข็ง
จนเหมือนแข็งกระด้างเหมือนกับจะไม่ยอมใครง่าย ๆ ครั้นจะกล้าก็กล้าขึ้นมาอย่างคนไม่กลัวใคร  จนครูก็จับอารมณ์และพฤติกรรมของเขาไม่ได้  เมื่อเห็นเขาถกเถียงกับเพื่อนที่แข็งแรงกว่าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย  แต่เขาก็มีเหตุผลยืนยัน  และที่สำคัญคือกล้าถามครูเมื่อสงสัยในสิ่งที่เรียน  ขณะที่เพื่อนคนอื่นไม่กล้าถาม  
    “อ่อนนอก  แข็งใน”  วันหนึ่ง  ครูพูดกับเขาและลูบศีรษะเขาเบา ๆ แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าครูหมายถึงอะไร
    เขามองลอดหน้าต่าง  สายตาพาดพุ่งไปยังทุ่งนาไกล  จิตคิดถึงพ่อในทุ่งนาและเขียดอีโม้ที่ร้องเพลงยามเช้าให้ฟังแล้วพูดในใจคนเดียวอย่างคนเหม่อลอยว่า
   krean-head “ผมจะรีบกลับบ้านและไปนำควายกลับบ้านให้พ่อ”  ครูเดินเข้ามาแตะไหล่เขาเบา ๆ เขาสะดุ้งตกใจ  เพราะเกรงว่าครูจะด่าว่าไม่สนใจการเรียน  เอาแต่มองออกนอกหน้าต่าง  ครูยิ้มให้เขาแล้วจับผมเขาดึงไปมา  เบา ๆ เป็นสัญญาณบอกให้เขาคาดเดาได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป  
    “เราเพิ่งเปิดเรียนมาไม่นาน  คงไม่มีเวลาตัดผมใช่ไหม”  คำถามของครูทำให้เขาคิดว่าสิ่งที่เขาคาดไว้ไม่ผิดเลย  เขาทำหน้าเลิ่กลัก  และยิ้มแหย ๆ ก่อนตอบครูตามตรงว่า
    “แม่ผมบอกว่ายังไม่มีเงินครับ”  แม้ค่าช่างตัดผมขณะนั้นจะมีราคาเพียงไม่กี่สลึง  แต่แม่เขาไม่มีเงินแม้แต่สลึงเดียวที่จะเป็นค่าตัดผมให้ลูก  เพราะแม่บอกว่าซื้ออุปกรณ์การเรียนให้ลูกหมดแล้ว  เขาจึงทนอายเพื่อนที่ไว้ผมยาวไปโรงเรียน  
    “หลังพักเที่ยงเธอไปพบครูที่ห้องพักครูนะ”  ครูบอก
    “ครับคุณครู”  เขาตอบ  พลางคิดในใจว่าจะถูกครูทำโทษหรือเปล่าหนอ  แต่ใจหนึ่งเขาก็คิดว่าคุณครูกัญญาท่านเป็นครูสตรีที่ใจดี  มีเมตตากับเด็ก ๆ คงไม่ทำโทษเขา  แต่เขาก็คิดไม่ออกว่าครูจะทำอะไรกับเขา
    “ข้าบอกแล้วไง  เอ็งก็ไม่เชื่อข้า  ผมยาวก็ไม่ตัด  ข้าว่าเอ็งโดนครูทำโทษแน่”  บุญหลายพูดกับเขา  ขณะเดินไปรับประทานอาหารกลางวันที่หลังโรงเรียนด้วยกัน
    “ก็ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่มีเงิน  แม่ข้ายังไม่ได้ขายควาย”   เขาบอกเหตุผลเพื่อน
    “ทำไมเอ็งต้องพูดถึงการขายควายทุกครั้ง  เวลาพูดถึงเงิน”  บุญหลายสงสัย
    “ก็พ่อแม่ข้าไม่มีรายได้อะไรจากที่ไหนเหมือนพ่อเอ็งนี่นา  ถ้าไม่ขายควายจะมีเงินที่ไหน”  
    “พ่อแกมีควายแค่สามตัว  สองตัวก็เล็ก ๆ อยู่ไม่ใช่หรือ”
    “ใช่” เขาตอบสั้น ๆ แล้วขยายความต่ออีกว่า
    “ก็ต้องรอให้มันใหญ่กว่านั้นอีกนิดแล้วพ่อข้าก็ขายได้  พ่อทำอย่างนี้มาเรื่อย ๆ เออ....เอาเถอะมากินข้าวกันก่อนดีว่า  พูดถึงเรื่องควายแล้วข้าก็อดคิดถึงควายน้อยสองตัวของข้าไม่ได้”  เขาคิดถึงเจ้าแหง่สองตัวที่เป็นเพื่อนที่ดีของเขาในเวลาลงเล่นน้ำในหนองน้ำด้วยกัน  พวกมันซุกซน  และลอยน้ำเก่ง
    หลังรับประทานอาหารกลางวันแล้ว  เขาไปพบครูกัญญาที่ห้องพักครูตามนัด  ครูกัญญาบอกให้เขานั่งบนเก้าอี้รอครู่หนึ่ง  ท่านเดินไปหยิบกรรไกรที่ลิ้นชัก  แล้วพูดกับเขาว่า
    “ครูจะตัดผมให้เธอ”  เขาไม่พูดอะไร  ได้แต่นั่งงง  ทำตาปริบ ๆ ครูลูบศีรษะเขาเบา ๆ แล้วกรรไกรที่มือครูนั้นก็ตัดฉับ ๆ ที่ผมของเขา  เขามองเส้นผมตัวเองที่ร่วงผล็อย ๆ  ลงตรงหน้าและวาดภาพว่าทรงผมของเขาคงเป็นคลื่นหยักโสก ที่ชาวอีสานเรียกว่า  “ทรงปลวกกินหัว”   และจะต้องถูกเพื่อนล้อเล่นอย่างแน่นอน  แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อผมเขายาวจริง ๆ  และแม่ก็ไม่มีเงินให้ตัดผมด้วย  การให้ครูตัดผมให้จึงเป็นสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้  และเขาก็คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร  
    “ครูไม่ได้ทำโทษเธอนะ”  ครูพูดพลางตัดผมเขาไปพลาง  
    “ครูรู้ว่าเงินเป็นของหายาก  ทีหลังเธอไม่ต้องใช้ช่างตัดให้ก็ได้นะ  ครูจะตัดให้เธอเอง”      
    haircut-1คำพูดของครูช่างอบอุ่น  ฉ่ำเย็น  เหมือนน้ำชโลมใจ  ครูกัญญาเหมือนแม่ที่ให้ความรัก  เมตตาตาต่อลูก  เขาไม่พูดอะไรได้แต่นั่งตัวตรงให้ครูตัดผมอยู่อย่างนั้น  แล้วครู่หนึ่งน้ำตาเขาก็ไหล  โดยเขาจับอารมณ์ตัวเอง
ไม่ถูกว่าน้ำตามันไหลเพราะอะไร
    “ทำไมรึทองดี  เธอร้องไห้ทำไม”  ครูถามเขา  และพูดเพื่อให้เหตุผลเขาว่า  
    “เธอโกรธครูใช่ไหม  ครูบอกแล้วไงว่าครูไม่ได้ทำโทษเธอ  ครูต้องการช่วยเธอและพ่อแม่เธอนะ”
    “ผมคิดถึงพ่อและแม่ครับ”  เขาบอกใจตนเองไม่ถูกว่าเหตุใดจึงคิดถึงพ่อแม่ขึ้นมาเฉย ๆ ความจริงเขาอาจมีเหตุผลมากกว่านั้น  แต่ไม่อาจอธิบายให้ครูเข้าใจได้  
    “ครูขอโทษเธอนะ  ถ้าครูทำให้เธอเสียใจ”  ครูพูดกับเขาอย่างพ่อแม่พูดกับลูก  และท่านก็เป็นเช่นนั้นจริง  ๆ  คือครูกัญญาเป็นครูที่มีน้ำใจ  รักและเมตตาต่อศิษย์มาก
    “เพราะครูตัดผมให้ผม  ทำให้ผมคิดถึงพ่อแม่ครับ”  คำตอบของเขาทำให้ครูคาดเดาเอาว่า  เหตุที่เขาร้องไห้นั้นเพราะเขาปลื้มใจในตัวครูของเขาต่างหากละ  หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะว่าเขาคิดว่าตนเองไม่มีเงินจึงรู้สึกน้อยใจในตนเองก็ได้  ครูเกรงว่าจะทำให้เขาเกิดปมน้อยในตนเองจึงพูดปลอบใจเขาว่า
    “ทองดีรู้ไหม  ผู้นำระดับสูงของประเทศจีนคนหนึ่ง  เขาสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศจีนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้  สมัยเขาเป็นนักเรียนเขาก็ถูกเขาที่โรงเรียนตัดผมให้  เพราะพ่อแม่ยังไม่มีเงินค่าจ้างตัดผมให้เขา  แต่เขาก็ไม่เคยน้อยใจตนเอง  เขากลับรู้สึกภูมิใจเสียอีกที่ครูเอาใจใส่เขา  และด้วยความเป็นคนไม่เคยน้อยใจอะไรในชีวิตของตนเองที่เกิดมาเป็นคนที่มีฐานะต่ำกว่าเพื่อนด้วยกันนั่นเอง  เขาจึงกลายเป็นผู้นำหมายเลขหนึ่งของประเทศที่นำคนเป็นจำนวนพันกว่าล้านคนได้”  เขาใช้สันมือปาดน้ำตาและยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก  ทำให้ครูรู้สึกชื่นชมในความคิดของตนเองที่ช่วยกระตุ้นให้เขาเปลี่ยนความคิดขณะนั้นได้  ครูจึงเฝ้าบรรจงตัด  และเล็มเส้นผมให้เขาจนดูเรียบร้อย  เป็นทรงผมเด็กนักเรียนที่ไม่ต่างกับฝีมือช่างทั่วไป  ครูเดินออกห่างแล้วทำท่าเอียงซ้าย-ขวา เพื่อดูความเรียบร้อยไปมาก่อนพูดว่า

country1
    “อ้าว....เรียบร้อยแล้ว  สวยงามด้วยสิ”   แล้วหยิบกระจกมาส่องตรงหน้าเขา  แม้เขาไม่อยากมองก็จำใจต้องมอง  เพราะกระจกนั้นมาส่องตรงหน้าเขาแล้ว
    “เป็นยังไง  เรียบร้อยดีไหม”  ครูถาม  เขายิ้มเขินอาย  เพราะในชีวิตเขาไม่ค่อยส่องกระจกเลย  แต่เมื่อมองดูหน้าตัวเองในกระจกด้วยความจำเป็น  แล้วก็รู้ว่าฝีมือครูไม่แพ้ช่างสำราญ  ซึ่งเป็นช่างตัดผมที่มีฝีมือดีในหมู่บ้านของเขาเลยจริง ๆ  เขาคิดถึงคำพูดของครูที่ยกเอาผู้ประเทศจีนมาเป็นอุทาหรณ์และเห็นทรงผมของตนเองแล้วก็พูดในใจว่า  “ไม่อายใครแล้ว”   จึงเดินเข้าห้องเรียนด้วยความมั่นใจ


    “โอ้โฮ.....ฝีมือใครนะนี่  เรียบร้อยและสวยจังเลย”  คำตาถามจากใจจริง  เขายิ้มอย่างภูมิใจก่อนตอบว่า
    “ทรงผมนี้ฝีมือชั้นครูนะโว้ย”  คำตอบของเขาทำเอาเพื่อน ๆ ในห้องอดหัวเราะไม่ได้  ครูเองก็ได้แต่ยิ้มและภูมิใจในคำตอบของลูกศิษย์และฝีมือของตนเอง  
    “โอ้โฮ....ฝีมือคุณครูดีมากเลยคะ”  แววตาชมครู  ครูยิ้มและต่อว่าแววตาว่า
    “ไม่ชมเจ้าของหัวเลยหรือ”  แววตายิ้มหน้าบานก่อนได้โอกาสชมแบบหยอกล้อทองดีว่า
    “เจ้าของหัว  เฮ้ย! เจ้าของทรงผมก็หัวดีและหล่อด้วยคะ”  คำว่า “หัวดี”  ทำให้เพื่อน ๆ หัวเราะครื้นเครง ทองดีได้แต่ลูบศีรษะตัวเองไปมา  เพราะรู้ว่าเพื่อนกำลังเล่นที่ศีรษะของเขา  เขาจึงยิ้มหน้าตายกับเพื่อน ๆ  และพูดแก้เก้อไปว่า
    “ก็คนมันหล่อ  หัวรูปทรงดี  ก็ตัดผมสวยอย่างนี้ละว้า”    เพื่อน ๆ ต่างหัวเราะครืน  
    วันนั้นจึงเป็นวันที่มีสีสันที่สุดวันหนึ่งของชีวิตเขา  คือมีทั้งทุกข์  สุข  เศร้า  ปะปนกันไป  
ซึ่งเหตุการณ์หลายอย่าง  อย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับเขานั่นเองที่จะเป็นบทเรียนให้เขาแข็งแกร่ง  เป็นคนที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

โปรดติดตามตอนต่อไป...:: สำลี  รักสุทธี ::

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3