Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 3 Votes ) 

field1(ต่อจากตอนที่ 2) พอทองดีกลับมาถึงบ้านก็พอดีฝนหยุดตก เขาจึงพูดกับสายฝนปรอยว่า
“หยุดไว้ก่อนเถอะเจ้าฝนเอ๋ย ให้ข้าไปโรงเรียนก่อนเถอะค่อยตกใหม่” เขารีบเข้าไปห้องนอนซึ่งถือเป็นห้องสารพัดประโยชน์ที่ใช้เป็นทั้งห้องนอนห้องเก็บเสื้อผ้า เก็บอุปกรณ์การเรียน และเก็บสิ่งของเครื่องใช้อื่น ๆ ไปด้วย เพราะห้องนั้นเป็นห้องโล่ง ไม่มีฝากั้น ซึ่งเป็นลักษณะของบ้านคนยากจนในชนบทอีสานในสมัยนั้นทั่วไปที่มักไม่กั้นห้องมากมาย จะกั้นเฉพาะห้องของพ่อแม่เท่านั้น นอกนั้นก็จะนอนรวมกันทั้งพี่น้องและใช้เป็นห้องเก็บสิ่งของต่าง ๆ ไปในตัวด้วย
เขาหยิบเสื้อผ้าซึ่งเก่าขาดขึ้นมาสวมใส่แล้วไปรับประทานอาหารที่แม่ทำรอไว้แล้ว
“มีอะไรกินครับแม่” เขาถามแม่ก่อนเปิดดูกับข้าวที่แม่ใช้ฝาหม้อปิดจานกับข้าวไว้
“ปิ้งเขียด” แม่ตอบสั้น ๆ แต่ได้ใจความชัดเจน เขาเปิดฝาหม้อออกดูเห็น “เขียดจาโม้” หรือบางแห่งเรียกว่า “เขียดอีโม้” บางแห่งเรียกว่า “เขียดโม้” เฉย ๆ ที่ร่างขดอยู่ในหีบไม้ไผ่ แม้ทั้งตัวของมันจะมีรอยไหม้เกรียมจากความร้อนของถ่านไฟ แต่ดวงตามันก็ยังเบิกโพลงให้เห็น สองขาหน้ากอดกันแน่น เหมือนกับคนประนมมือไหว้ยังไงยังงั้น เขาหยิบปิ้งเขียดขึ้นมาดูใจก็คิดถึงคำพูดของพ่อที่ท่านพูดว่า
“ปีนี้ฝนคงดีนะ เพราะเมื่อคืนพ่อออกไปไต้กบเขียด มันออกมาเยอะแยะ ถ้าฝนแรกมีกบเขียดออกมาเยอะก็แสดงว่าฝนฟ้าจะดี” พ่อพูดแล้วยิ้ม ทำให้เขารู้สึกสบายใจและมีความสุข ผลงานของพ่อทำให้มีปิ้งเขียดกินวันนี้ ถึงรู้อย่างนั้นเขาก็แกล้งถามแม่ เพื่อดูว่าแม่จะตอบอย่างไร จะเป็นอย่างที่เขาเข้าใจไหม
“แม่ได้เขียดมาจากไหนครับ” เขาถามเหมือนไม่รู้จริง ๆ
“พ่อไปไต้ ไปจับมาเมื่อคืนนี่ไง” แม่ตอบ คำว่า “ไต้” หมายถึง “ส่อง” ไต้กบ หมายถึงส่องกบ
“โอ....ฝนตกแค่นี้ก็มีเขียดออกมาหรือครับแม่” เขาถามต่อ แม่ตอบว่า
saibed“กบ เขียดมันรอฝนมานาน พอได้กลิ่นฝนมันก็ออกมาแล้ว” สมัยนั้นกบเขียดมีมากมาย เพียงมีฝน นิดหน่อยก็ออกมาร้องรำทำเพลง มาวิ่งเล่นสนุกสนาน และไล่จับกินแมลงให้ชาวนาจับมาเป็นอาหารกินกันแล้ว ซึ่งผิดกับสมัยปัจจุบันนี้(พ.ศ.๒๕๕๖) ที่กบ เขียดหายากเหลือเกิน โดยเฉพาะเขียดอีโม้ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของชาวอีสาน ที่นับวันจะหายากและอาจจะสูญพันธุ์ในไม่ช้าก็ได้ ทั้งนี้เพราะมันทนปุ๋ยเคมี สารเคมีที่ใช้ฆ่าหญ้า และสารพิษที่ใช้ฆ่าปูนาไม่ได้
“พ่อบอกว่า ถ้าฝนแรกมีกบเขียดออกมาเยอะแสดงว่าฝนฟ้าจะดีใช่ไหมครับ”
“แสดงว่าพ่อเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหม” แม่ถามกลับ แล้วอธิบายสนับสนุนคำบอกเล่าของพ่อว่า
“ใช่.....คนโบราณถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ฝนฟ้าจะดีอย่างที่พ่อแกว่านั่นแหละ”
“น้องกินแล้วหรือครับแม่” เขาหมายถึงน้องอีก ๒ คน คือ “บุญมี” และ “จำปี” ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ และ ๒ ตามลำดับ
“กินแล้ว” แม่ตอบ และบอกเขาต่อไปว่า
“และพวกเขาไปโรงเรียนกันแล้ว รีบกินซะ เดี๋ยวจะไม่ทันเพื่อน” แม่หมายถึงคำตา บุญหลายและทองหลา เพื่อนรุ่นเดียวกันกับเขา ที่มักเดินทางไปโรงเรียนด้วยกันเสมอ เขารับประทานไปใจก็คิดถึงพ่อที่พูดกับเขาอย่างอารมณ์ดีที่ทุ่งนา
ขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น แม่ก็เก็บสัมภาระและอาหารเพื่อนำไปส่งพ่อที่ทุ่งนา
พร้อมพูดกับลูกไปพลางว่า
“หลังเลิกเรียนแล้วรีบไปหาพ่อแม่ที่ทุ่งนานะ”
“ทำไม่ละครับแม่” เขาสงสัย เพราะที่ผ่านมาพ่อจะนำควายกลับบ้านเอง
“ไปช่วยพ่อแม่นำควายกลับบ้าน พ่อแม่อาจกลับค่ำกว่าปรกติ เพราะต้องซ่อมคูคันนาใหม่เพื่อรอฝนที่อาจมาเร็วกว่าปีที่ผ่านมา” แม่ให้เหตุผล
“ครับแม่” เขาตอบแล้วรับประทานอาหารต่อไป
cowboysเขาจับเขียดที่ปิ้งแล้วขึ้นมาฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แปะลงบนก้อนข้าวเหนียวที่ปั้นกลมเป็นคำพอดี แล้วจิ้มลงไปในถ้วยปลาร้าสด ๆ ซึ่งใช้เป็นน้ำจิ้มสารพัดที่ไม่ว่าจะรับประทานอาหารกับอะไรก็จะขาดปลาร้าไม่ได้
สำหรับคนอีสานอย่างครอบครัวเขา ดูเหมือนว่าอาหารวันนั้นช่างมีรสชาติอร่อยเหลือเกิน เพราะหิวที่ต้อง
เดินทางไปทุ่งนาแต่เช้านั้นประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งเพราะไม่ได้รับประทานปิ้งเขียดมานาน จึงรู้สึกว่าอร่อยเป็นพิเศษสำหรับอาหารปิ้งเขียดมื้อแรกแห่งฤดูกาล ถือเป็นอาหารวันฟ้าใหม่ที่อร่อยมากสำหรับเขา
เขารับประทานเขียดหมดไป ๑ ตัว ส่วนอีก ๑ ตัว เหลือไว้สำหรับห่อไปรับประทานที่โรงเรียน เขานำเขียดที่เหลือนอนในใบตองกล้วยแห้ง นำปั้นข้าวเหนียวทับไว้ แล้วห่อพันรอบร่างเขียดและข้าวเหนียวไว้ในห่อเดียวกัน ฉีกเอากาบกล้วยแห้งมาเป็นเชือกมัดห่อข้าวให้แน่น แล้วถือวิ่งไปโรงเรียน
“รอนานไหมวะ” เขาถามเพื่อนที่รออยู่ท้ายหมู่บ้าน
“นานมากเลยนะ แกทำอะไรอยู่ ทุกวันไม่เห็นนานอย่างนี้” คำตาเพื่อนรักของเขาถามเป็นเชิงต่อว่า
“เรานำควายไปส่งพ่อที่ทุ่งนา และวิ่งตากฝนเล่นจนเพลิน” เขาตอบ แล้วพากันเดินไปโรงเรียนซึ่งอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ไกลประมาณ ๒ กิโลเมตร ต้องเดินลัดเลาะไปตามทุ่งนา กว่าจะถึงโรงเรียนก็เกือบสาย
วันนั้นเขาเรียนหนังสือด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่ดี เพราะเขาคิดถึงคำพูดของพ่อและรอยยิ้มของพ่อที่ปรกติไม่ค่อยยิ้มให้เขาเห็นเท่าไร ด้วยความคิดถึงพ่อและภาพที่สวยงามของทุ่งนา ทำให้เขามองออกไปทางหน้าต่างผ่านเลยไปยังชาวนาซึ่งเหมือนพ่อของเขาที่ไล่ควายอยู่กลางทุ่ง เขาจึงเหมือนคนเหม่อลอยที่ไม่สนใจการเรียน ครูรู้อาการของนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนแรกว่าเป็นอย่างไร จึงไม่เข้มงวดกับพฤติกรรมเหม่อลอยของนักเรียนนัก ปล่อยให้เขาจินตนาการไปตามอารมณ์ที่คุ้นชินของเขาก่อน
เนื่องจากว่าเพิ่งเปิดเทอมใหม่ ครูอยากรู้ว่านักเรียนรับประทานอาหารอะไรบ้างก่อนมาโรงเรียน พวกเขาจะตอบอย่างไรบ้าง จึงสุ่มถามนักเรียนเป็นรายคน ครูชี้ไปที่บุญหลายแล้วถามว่า
“บุญหลาย เธอรับประทานอะไรก่อนมาโรงเรียน” บุญหลายตอบว่า
“ผมรับประทานกับทอดไข่ครับ” ครูชี้ที่วันดีแล้วถามว่า
“แล้ววันดีละ รับประทานอาหารกับอะไร”
“แกงไก่ครับ” วันดีตอบเสียงดังฟังชัด ครูมองรอบ ๆ ห้องแล้วสายตาครูก็มาจ้องที่ทองดีแล้วถามว่า
“ทองดี เธอรับประทานอาหารกับอะไรก่อนมาโรงเรียน” ทองดีตอบว่า
mushroom1“กับปิ้งเขียดอีโม้ครับ” เพื่อน ๆ หัวเราะครืน ทำเอาครูก็อดยิ้มไม่ได้ ทองดีหน้าเปลี่ยนสี เพราะรู้สึกอายเพื่อนที่หัวเราะเขา แต่เพื่อไม่ให้ทองดีรู้สึกอาย ครูจึงพูดเพื่อสร้างกำลังใจให้เขาว่า
“พวกเธอหัวเราะทำไม ปิ้งเขียดมันก็เป็นอาหารที่ดีของพวกเราชาวอีสานทั้งนั้นไม่ใช่หรือ ครูเห็นว่าดีนะที่เขาได้รับประทานอาหารที่ได้มาตามธรรมชาติ ครูชมเธอนะทองดี” ทองดียิ้ม
“ผมไม่ได้หัวเราะเพราะอาหารของเขา แต่หัวเราะเพราะว่า อีโม้ต่างหากครับ เขาอาจใช้คำปิ้งเขียดเฉย ๆ ก็ได้ครับ” สุชาติให้เหตุผลที่ต้องหัวเราะ
“คำว่าอีโม้ก็เป็นภาษาพื้นบ้านเรา ไม่เป็นไรหรอก จะใช้คำว่าปิ้งเขียดหรือเขียดอีโม้ ครูก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ครูอยากรู้ว่าใครรับประทานอาหารกับอะไรเท่านั้น” ครูกัญญาท่านเป็นครูที่เข้าใจศิษย์จริง ๆ
ครูเดินเข้าไปใกล้ ๆ ทองดีแล้วถามเขาว่า
“อร่อยไหมปิ้งเขียดอีโม้” ทองดีตอบตามตรงว่า
“อร่อยมากครับ” แล้วครูก็ยกเอากรณีอาหารของทองดีขึ้นมาเป็นบทเรียนว่า
“นักเรียนคะ นักเรียนรู้ไหมว่าอาหารที่มาจากธรรมชาตินี่นะ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ พืช เห็ด ซึ่งเราไม่ได้เลี้ยงดู แต่มันเกิดเอง มีเองตามธรรมชาตินั้น ถ้าได้รับประทานครั้งแรกจะอร่อยที่สุด เช่น รับประทานผักติ้วรุ่นแรก รับประทานดอกกระเจียวรุ่นแรก รับประทานเห็ดรุ่นแรก และที่ทองดีรับประทานปิ้งเขียดอีโม้รุ่นแรกจึงถือว่าเป็นอาหารที่น่าจะอร่อยมากที่สุดใช่ไหมทองดี” จิตวิทยาของครูกัญญาได้ผล ทำเอาทองดียิ้มแก้มปริก่อนตอบว่า
“ใช่ครับคุณครู ปิ้งเขียดอีโม้เช้าวันนี้ผมรับประทานอร่อยมากที่สุดเลยครับ”
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการเรียน ครูจึงเขียนเนื้อเพลง “น้ำตาเขียดอีโม้” ลงบนกระดานให้นักเรียนร้องตามครูดังนี้

“ฉันเป็นเพียงเขียดอีโม้ กายผอมโซเป็นเขียดอีโม้ตัวจ่อย
ฝนไม่มาเขียดอีโม้ตั้งตาคอย นั่งตาละห้อยเฝ้าคอยแต่น้ำฝน
ฝนเอยฝนอยู่บนฟ้า ใยไม่ตกมาหาเขียดอีโม้จนจน
น้ำตาเขียดอีโม้ร่วงหล่น เพราะนั่งคอยฝนไม่หล่นมาสักที”
เสียงนักเรียนร้องเพลงน้ำตาเขียดอีโม้ดังก้องห้อง ทุกคนสนุกสนานกับเสียงเพลง ครูให้นักเรียน
ทำท่าเขียดอีโม้เต้นตามจังหวะเสียงเพลง ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนวันนั้นคึกคักเป็นพิเศษ

โปรดติดตามตอนต่อไป......

<< สำลี  รักสุทธี >>

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3