Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

thiangnaชีวิตใหม่ สุขใจ ในทุ่งนา...(ต่อจากตอนที่ 1) ลมต้นเดือนพฤษภาคมเปลี่ยนทิศจากลมที่พัดมาจากตะวันออกเฉียงเหนือที่หอบเอาไอหนาวมากำลังจางหายไป  เป็นลมพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้  พร้อมกับหอบเอาเมฆก้อนโต ลอยต่ำ เป็นสัญญาณบอกให้ผู้คนและชาวนาทราบว่ากำลังจะมีสิ่งดีเกิดขึ้นสำหรับคนใช้ชีวิตในทุ่งนาในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
    เช้าวันนั้นฝนตกปรอย ๆ เพราะย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว  ถือเป็นฝนแรกที่เป็นนิมิตที่ดีที่ฝนมาแต่หัวปี ซึ่งถือว่าไม่ผิดปรกติ  แม้จะเป็นเพียงฝนโปรยปรอยหรือฝนรินที่ไม่ตกแรงอะไร  ไม่พอที่จะทำให้น้ำเจิ่งนอง
ทุ่งนา  แต่ก็ทำให้ชีวิตของชาวนาอย่างทองสี  พ่อของทองดีอดพอใจ  ดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะนั้นคือสิ่งบ่งบอกถึง “ชีวิตใหม่” บอกถึงนิยามการเริ่มต้นสิ่งที่ชาวนาหวังนั้นก็คือ “การทำนา” กำลังจะเริ่มอีกแล้ว  
    “ปีนี้ฝนคงจะดี  การมีฝนตกรินแต่เช้าในฤดูฝน คนโบราณถือว่าฝนจะมาแต่พอดี  และจะมาเรื่อยๆไม่ขาดสาย  ไม่ทำให้ชาวนาเดือดร้อน”  ทองสีพูดในใจ ขณะกำลังเปิดประตูคอกควายเพื่อนำควายออกไปทุ่งนาตามปรกติ
    “ดี  ดีเอ๊ย.....ลุกได้แล้วลูก” เสียงแม่ตะโกนปลุกลูกชายมาจากก้นครัว  ทองดี  หรือชื่อเล่นว่า “ดี”  
บิดขี้เกียจก่อนลุกจากที่นอนอย่างเชื่องช้าตามประสาเด็กที่เหนื่อยจากการเล่นช่วงกลางวันแล้วมานอนหลับดีและหลับลึกจนถึงช่วงเช้า
    “ช่วยพ่อนำควายออกไปทุ่งนาด้วยลูก”  แม่บอก  พลางก่อไฟในครัว
    “ทำไมละครับแม่  ทุกวันพ่อก็นำไปเองนี่ครับ”  ทองดีสงสัย
    “ วันนี้  พ่อต้องนำไถและเครื่องมือทำนาต่าง ๆ ไปด้วย  เกรงว่าพ่อจะลำบาก  จึงให้ดีช่วยพ่อนำควายไปไว้ทุ่งนาก่อนจึงค่อยไปโรงเรียนนะลูก”  แม่บอกเหตุผล  
    “แต่ฝนยังไม่หยุดตกนะครับแม่”  ทองดีทอดสายตาฝ่าสายฝนปรอยไปทุ่งนา  พร้อมพูดเหมือนไม่อยากไปหรือปฏิเสธคำบอกของแม่ไปในตัว      
    “ไม่เป็นไรหรอกลูก  ฝนรินแค่นี้  ลูกใส่งอบไปก็ได้”  แม่บอกให้ลูกชายใส่งอบ  ซึ่งก็คือหมวกปีกกว้างที่ทำจากใบตาลที่ชาวนาในสมัยนั้นนิยมใส่ในเวลาฝนตก  ด้วยความเคยชินกับฟ้าฝนของชีวิตชาวนา  แม่จึงไม่คิดว่าฝนแค่นี้จะเป็นอุปสรรคใด ๆ ต่อลูกได้  และในใจของแม่ขณะนั้นต้องการฝึกให้ลูกของตนเป็นคนที่มีความอดทน  อดทนต่อสายลม แสงแดด  อดทนต่อความหนาวเหน็บของลมฝน  ใจแม่นั้นไม่หวังอะไร  หวังเพียงให้ลูกเป็นชาวนาที่ดี  รักในแผนดินเหมือนพ่อ  แม่ก็พอใจแล้ว
    liangkwaiทองดีทราบเหตุผลของแม่เช่นนั้นก็รีบเดินลงจากบ้านไปคว้างอบที่แขวนอยู่ใต้ถุนบ้านมาสวมศีรษะ  
เดินไปจับเชือกแม่ควายที่พ่อผูกไว้รออยู่แล้วจากมือพ่อ  แล้วจูงแม่ควายมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาของตน พร้อมกับมีลูกควายอีก ๒ ตัวเดินตามหลัง  พอพ้นจากหมู่บ้าน  ลูกควายก็วิ่งกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้ามุ่งสู่ทุ่งนา
ก่อนเขา  เพราะความดีใจที่ได้ความชุ่มเย็นจากไอฝนแรกของเดือนพฤษภาคม  หลังจากที่ทนร้อนมานาน  
แม่ควายก็แสดงอาการฟึดฟัด  กระฟัดกระเฟียด  เพราะดีใจเหมือนลูกที่ได้รับความชุ่มฉ่ำจากลมฝน จนเชือกเกือบหลุดมือทองดี  ทองดีต้องรีบดึงเชือกให้แน่นกระชับ พร้อมตะโกนเป็นเชิงบอกให้แม่ควายทราบ
อย่างมีเมตตาว่า  
    “อย่านะอีดำ”  พ่อแม่ตั้งชื่อแม่ควายว่า “อีดำ”  เพราะมันมีสีดำสนิท  เขาจึงเรียกว่า “อีดำ”  เหมือนที่พ่อแม่เรียก  เขาพูดกับควายอีกว่า  “ยังมีเชือกสนตะพายจมูกเจ้าอยู่นะ  เจ้าอย่ากระโดดนะ เดี๋ยวจมูกจะได้รับบาดเจ็บ”  แต่ด้วยความพอใจ  ดีใจกับบรรยากาศที่ต้องการมานานของแม่ควาย  แทนที่มันจะเพลา ๆ ลง  กลับทำท่าจะกระโดดอีกครั้ง  เขาจึงตะโกนว่า
    “หยุด  หยุด  หยุด  หยุด  อย่าวิ่งนะ”   พร้อมกระชับมือให้แน่น  แล้วกระตุกเชือกให้ตรึงจมูกควาย  เป็นสัญญาณให้ทราบว่าหากขืนกระโดดจะต้องเจ็บจมูกแน่ ๆ เท่านั้นแหละแม่ควายก็หยุดแสดงอาการฟึดฟัด
    แล้วความหวังของแม่เริ่มเป็นจริง  และจริงเหมือนดังแม่หวังจริงๆ  เพราะฝนที่โปรยปรอยตลอดทางนั้นไม่ทำให้ทองดีหวาดหวั่นอะไร  ไม่ทำให้เขาเห็นว่าเป็นปัญหาอะไร  เขากลับนำควายเดินลัดเลาะสู่ทุ่งนาด้วยอารมณ์ที่เป็นสุข  ลูกควายจะวิ่งตัดหน้าไปมา  แทนที่จะทำให้เขารู้สึกรำคาญ  เขากลับรู้สึกว่าเป็นชีวิตที่กำลังมีความสุขของลูกควายที่ดูแล้วมีชีวิตชีวา  และมีสีสันมากกว่าเป็นอุปสรรค  ใจเขาอยากจะวิ่งเหมือนเจ้าแหง่  ๒  ตัวนั้น  แต่เกรงว่าแม่ควายจะได้ใจใหญ่และพาลูกวิ่งเตลิดไปไกล  เพราะมีบ่อยครั้งที่ควายดีใจในฝนแรกจนวิ่งพลัดหลงไปที่อื่น  ทำให้ต้องเสียเวลาตามหา  แต่จะอย่างไรก็ตาม  ใจของเด็กน้อยทองดีขณะนั้นได้วิ่งล่วงหน้าเจ้าแหง่และแม่ควายไปถึงทุ่งนาก่อนแล้ว  
    fishing-frogเสียงกบ  เขียด  ดีใจ  ร้องเป็นเพลงแห่งฤดูกาลทักทายดังมาจากหลืบ  รู  ตามคันนา  ให้ได้ยินเป็นระยะตามรายทาง  มันช่างเป็นความสุขอย่างบริสุทธิ์โดยแท้ของลูกชาวนาแท้อย่างทองดี  สภาพแวดล้อม  วิถีชีวิตความคุ้นชินของลูกชาวนามันหล่อหลอมให้เขามีความพอใจ  และก่อเป็นพลังแห่งความสุขกับสภาพที่เห็น  เป็นอยู่และเป็นไป....ต่อไปเรื่อย ๆ
    “คงมีความสุขมากนะ  เจ้ากบ  เขียด  เอย  ข้าก็ไม่ต่างกับเจ้าหรอก  ข้าพอใจ  ดีใจที่จะได้เห็นสายฝนพรำ  ดีใจที่จะได้ออกหาจับกุ้ง หอย  ปู  ปลามาเป็นอาหาร  ดีใจที่จะได้ใส่(วาง)เบ็ด ตกปลาตามท้องนา  ดีใจกับน้ำใสไหลแรงที่จะให้ได้ลงเล่นน้ำ.....”  เด็กน้อยพูดในใจเพื่อส่งบอกถึงสรรพสิ่งรอบกายให้ได้ทราบ
    เขานำควายไปผูกไว้ในที่เหมาะที่เห็นว่ามีหญ้ามาก  แล้วบอกพ่อว่า
    “พ่อครับ  ผมผูกไว้ตรงนี้นะครับ”  พ่อมองลูกอย่างเอ็นดูก่อนพูดว่า
    “เออ....ผูกไว้ตรงนั้นแหละ  เดี๋ยวพ่อจะผูกใหม่เอง  รีบกลับนะเดี๋ยวจะสาย”  พ่อพูดอย่างเป็นห่วงเพราะเกรงว่าลูกจะไปโรงเรียนสาย
    บัดนี้  เด็กน้อยเหมือนเป็นอิสระ  ไม่มีเชือกควายในมือแล้ว  เขาถอดงอบจากศีรษะมาถือ แล้วรีบวิ่งฝ่าสายฝนปรอยกลับบ้าน  พลางร้องเพลงชาวนาอย่างเป็นสุข  

 

“โอ้....เด็กน้อยบ้านนา       เกิดมาท่ามกลางสายฝน  
ทุกข์ยากอย่างไรก็ไม่เคยบ่น    รู้ว่ายากจนก็ต้องทนต่อไป
ชีวิตมีสุขอยู่ในท้องนา    หาปูปลากินเลี้ยงตัวเลี้ยงใจ
ชีวิตไม่เคยเบียดเบียนใคร    ก็มีสุขใจแล้วลูกชาวนา”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
สำลี  รักสุทธี

farmer

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3