Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 2 Votes ) 

ตามล่าหาอาหารวันฟ้าแล้ง (นิยายชีวิตครู ตอนที่ 1)

krustory1-1(ต่อจากฉบับปฐมบท) ลมแล้งพัดเอาไอร้อนมาทักทายแผ่วเบา แม้ขณะเวลาที่ตะวันยังไม่ขึ้นโด่งฟ้านัก ท้องฟ้ามีก้อนเมฆ บางเบาเหมือนปุยนุ่นสีขาวนวลระบายเป็นริ้ว ลอยลิ่ว ๆ อยู่บนฟ้าไกลลิบ ตามประสบการณ์ของคนอีสานเป็นสัญญาณบอกให้ทราบว่า ท้องฟ้าและบรรยากาศอย่างนี้ กิ้งก่าชอบลงมาหาอาหารแล้วไปยืนเกาะอยู่บนต้นไม้ เปลี่ยนแถบสีข้างตัวให้สดใสตามต้องการ เพื่ออวดสีสันกิ้งก่าตัวอื่นอยู่ตามต้นไม้ และแย้ก็ชอบออกจากรูมาหาอาหารแล้วยืนผงกหัวอวดแถบสีแดงข้างลำตัวเช่นกัน
ทองดีคิดว่าการออกไปหาล่ากิ้งก่าหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า “กะปอม หรือ ขี้กะปอม” สำหรับตัวที่มีแถบสีแดงอมเทาและตัวเล็ก หรือเรียกว่า “กะท้าง หรือ ขี้กะท้าง” สำหรับตัวที่มีแถบสีเขียวและตัวใหญ่ แย้ หรือที่ชาวอีสานเรียกว่า “แง้” และสัตว์อื่นๆ เท่าที่จะหาได้ตามชายป่า ทุ่งนา น่าจะดีที่สุดสำหรับอากาศและบรรยากาศเช่นนี้ เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงเตรียมทำลูกดอกซึ่งชาวอีสานเรียกว่า “ลูกพลุ” ด้วยการเหลาไม้ไผ่ให้เล็ก เรียวลงไปข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างเสี้ยมให้ปลายแหลมเล็กและทำเป็นเดือยเล็ก ๆ ไว้ เมื่อเป่าหรือยิงถูกกิ้งก่าจะได้ไม่หลุดง่าย จากนั้นนำนุ่นที่ตีเมล็ดออกแล้วมาพันรอบปลายด้านเรียวนั้นให้ไปตามทางยาวของไม้ แล้วนำเส้นไหมของแม่มาพันทับอีกที เพื่อไม่ให้นุ่นหลุดลุ่ยออกไป โดยกะขนาดให้พอดีกับรูของพลุก็จะกลายเป็นลูก(พลุ)ดอก ใช้เป่าหรือยิงกิ้ง แย้ นก กบเขียด ได้เป็นอย่างดี
คำว่า “พลุ” ตามภาษาอีสานก็คือการนำไม้ไผ่ที่เลือกได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ นิ้ว
        ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไม้ไผ่รวก หรือไม้ไผ่เซียงไพรหรือบางแห่งเรียกว่าสร้างไพร ตัดให้ได้ความยาวตามต้องการ ซึ่งถ้าเป็นพลุของเด็กก็ประมาณ ๑ – ๒ เมตร ถ้ายาวเกินไปลมเป่าของเด็กจะไม่ถึง คือมีแรงลมไม่พอที่จะทำให้ลูกดอกหรือลูกพลุพุ่งไปได้ไกล ซึ่งไม่มีแรงพอที่จะทำให้ลูกพลุทะลวงเข้าไปในตัวสัตว์ได้ ทำให้พลาดโอกาสในการจับสัตว์ ถ้าเป็นพลุของผู้ใหญ่ก็จะยาวประมาณ ๓ เมตร แต่ส่วนใหญ่จะยาวประมาณ ๒.๕-๓ เมตร วิธีการทำก็คือนำไม้ไผ่ที่เลือกแล้วนั้นมาลนไฟแล้วดัดให้ตรง จากนั้นเจาะปล้องให้ทะลุเป็นรู โดยใช้เหล็กปลายแหลมขนาดยาวเผาไฟตรงปลายแหลมให้แดงแล้วเจาะปล้องไม้ไผ่ให้ทะลุเป็นรูเดียวกัน การทำให้ปล้องไม้ไผ่เป็นรูจนใช้เป็นพลุและใช้เป่าได้ดีนั้นจะต้องมีเทคนิคการทำคือจะต้องชักหรือดึงเหล็กที่เผาไฟจนแดงนั้นเข้าออกไปมาหลายรอบ เพื่อให้รูตรง เรียบรื่น ไม่มีรอยขรุขระ จะได้ยิงลูกดอกได้ง่ายและดี เมื่อเห็นว่ารูตรงดีแล้วก็ถือว่านั่นคือพลุ เครื่องมือล่าสัตว์อย่างดีชนิดหนึ่งของชาวอีสาน
เมื่อทำลูกดอกเสร็จ เขาทดลองเป่าดูก็ปรากฏว่าลูกพลุพุ่งไปตรงเป้าได้ดีมาก เขาชมฝีมือตนเองว่า
         krustory1-2 “โอ....ดีมากเลยฝีมือเรา มันพุ่งได้ดีมาก รับรองว่าไอ้ทองหลาชอบแน่ ๆ” เขาหมายเพื่อนของเขาที่ชื่อทองหลาที่ชอบเป่าพลุและมีฝีมือในการเป่าพลุดีมาก ซึ่งเขากะว่าจะนำลูกพลุไปให้เพื่อนเป็นคนใช้ เมื่อทำและรวบรวมลูกพลุได้หลายดอกแล้วเขาจึงไปชวนเพื่อนสนิทคือทองหลา จำลอง คำมี และสมคิด ที่เคยออกหาล่าสัตว์ด้วยกัน ครั้นชักชวนใครก็ไม่มีใครขัดข้อง เพื่อน ๆ ต่างเห็นดีด้วย เพราะพวกเขามีจิตใจตรงกันอยู่แล้ว พวกเขารู้สึกว่าการออกล่ากิ้งก่าและแย้ นอกจากจะได้รับประทานอาหารป่าที่พวกเขาชอบเพราะเอร็ดอร่อยแล้ว ยังถือว่าเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำให้ชีวิตมีรสชาติ ถือเป็นการประจญภัยย่อม ๆ และเกิดความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนด้วย
“โอ.....ใจตรงกันเลยเพื่อนเอ๋ย เราว่าจะไปชวนนายอยู่แล้ว และเราเตรียมทำลูกดอกไว้เหมือนกัน”
ทองหลาแสดงอาการพอใจที่เห็นเขามาชวน และยังพูดแสดงความคาดหวังในการออกล่าสัตว์ครั้งนี้ว่า
“เราว่าวันนี้กิ้งก่าลงมามากแน่ ๆ เพราะอากาศร้อน ลมเริ่มนิ่ง สงัด และแดดจัดจ้าอย่างนี้รับรองเราได้กิ้งก่าและแย้มากแน่”
          เมื่อเพื่อน ๆ ทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทาง โดยมีจำลองซึ่งตัวเล็กกว่าเพื่อนเป็นคนถือข้อง ข้อง คือเครื่องจักสานสําหรับใส่ปลา ปู กิ้งก่า เป็นต้น รูปคล้ายตะกร้าปากแคบอย่างคอหม้อดิน ก้นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดต่าง ๆ ดังนั้นข้อก็คือเครื่องมือสำหรับใส่สัตว์ที่จับได้ ทองหลา และทองดี ถือพลุ ส่วนคำมีและสมคิดถือเสียมคนละดวง สมัยนั้นเวลาออกหากิ้งก่าและแย้ เด็ก ๆ ยังไม่ค่อยนิยมหนังสะติ๊ก เพราะฝีมือไม่ค่อยดี จึงใช้พลุและเสียมเป็นเครื่องมือสำคัญ พลุใช้สำหรับเป่าลูกดอกใส่สัตว์ เสียมสำหรับขุดตามแย้ในรู แม้พลุจะยาวดูเกะกะ แต่ก็เป็นเครื่องมือล่ากิ้งก่าที่ดีมาก ถ้าพวกเขามีโอกาสได้เป่าส่วนใหญ่จะไม่พลาด เพียงแต่ถ้าเป็นตัวใหญ่ก็อาจจะพาลูก(ดอก)พลุวิ่งขึ้นบนต้นไม้ ไปได้ แต่ก็มักไม่รอดพวกเขา.....นักล่ากิ้งก่าน้อยไปได้
“เราจะไปไหนก่อนดี” สมคิดถามเพื่อปรึกษาว่าตรงไหนที่กิ้งก่าและแย้ชุกชุมและน่าจะออกมามาก
“หัวนาแม่ใหญ่สอน” คำว่า “หัวนา” หมายถึงที่ไกลที่สุดสำที่นาแปลงนั้น หรือที่นาที่อยู่ด้านบน ถ้าเริ่มจากหมู่บ้าน ซึ่งทองหลาคิดว่าตรงนั้นเหมาะสำหรับการออกล่ากิ้งก่าวันนี้
“เราเห็นด้วย เพราะตรงนั้นปรกติจะมีแย้มากด้วย” สมคิดสนับสนุน คนอื่น ๆ ก็เห็นด้วย พวกเขาจึงตรงไปยังหัวนาของแม่ใหญ่สอนตามมติของคณะ
           เมื่อไปถึงจุดหมายซึ่งเป็นชายป่าติดกับทุ่งนาแล้ว พวกเขาก็เพ่งตามองไปยังต้นไม้ต้นนั้นบ้างต้นนี้บ้าง บางคนก็มองลอดขึ้นไปดูตามกิ่งไม้ เพราะกิ้งก่าบางตัวจะจับหลบซ่อนตัวอยู่ตามกิ่งไม้ ทองดีเหลือบไปเห็นกิ้งก่าตัวหนึ่งผงกหัวปล่อยแถบสีเขียวสดใสอวดสาว ๆ อยู่ต้นมะค่าโมง เขาจึงร้องบอกเพื่อน ๆ
krustory1-3“เฮ้ย! นั่นไงข้ากะท้าง(กิ้งก่า)ตัวหนึ่ง” พร้อมชี้ไปที่กิ้งก่าที่จับอยู่คาคบไม้ต้นนั้น พวกเขาปล่อยให้ ทองหลาผู้มีฝีมือและลมแรงเป็นคนไปเป่าก่อน ทองหลาเดินย่อง ๆ เข้าไปใกล้แล้วผิวปากเพื่อบอกให้กิ้งก่า เชื่อง พอได้ยินเสียงผิวปาก ดูเหมือนมันรับรู้ มันเชื่องจริง ๆ มันไม่วิ่ง ได้แต่ผงกหัวไปมา เขาจับพลุชี้ตรงไปที่หัวของมัน ยืนสูดลมเข้าท้องให้เต็มปอด แล้วเป่าลมเข้าปากพลุอย่างแรง เพื่อให้ลมดันลูกพลุพุ่งไปยังเป้าหมายคือหัวกิ้งก่า แล้วลูกพลุก็พุ่งตรงตามเป้าหมาย กิ้งก่าตัวนั้นถูกแรงของลูกพลุเสียบที่หัวตกลงมายังพื้นดิน จำลองวิ่งไปจับกิ้งก่า ถอดลูกพลุออกแล้วยัดกิ้งก่าเข้าไปไว้ในข้อง
          พวกเขาเดินต่อไปตามละเมาะไม่นาน แย้ตัวหนึ่งก็วิ่งตัดหน้าสมคิดไปด้วยอาการตกใจ สมคิดวิ่งตามครู่เดียวมันก็วิ่งหายวับเข้าไปในรูของมันทันที สมคิดร้องเพื่อนว่า
“นี่เจอแล้วรูของมัน เร็วมานี่” แล้วเพื่อน ๆ ก็วิ่งกรูไปตรงที่สมคิดยืนอยู่ สมคิดชี้ให้เพื่อนดูรูแย้
“ใครเจอคนนั้นก็ขุด” คำมีพูดเพื่อบอกเพื่อนว่าใครควรขุดรูแย้ สมคิดมองหน้าเพื่อนแล้วพูดว่า
“แค่เราวิ่งตามแย้ก็แย่อยู่แล้วนะ โอ๊ย.....เหนื่อย” เขาทำท่าหายใจเหนื่อยหอบ
ทองดีเห็นเช่นนั้นจึงบอกเพื่อน ๆ ว่า
“อย่าเกี่ยงกันเลย มะเราขุดเอง” ว่าแล้วเขาก็ลงมือขุดรูแย้ทันที
“เฮ้! เพื่อนเราเก่งจังเลย” สมคิดพูดเอาใจทองดีที่เป็นคนเสียสละ ลงแรงขุดแย้เป็นคนแรก เหตุที่
           พวกเขาเกี่ยงกัน เพราะการขุดต้องใช้แรง และพวกเขาก็เดินทางมาไกลและต้องวิ่งไล่แย้จึงรู้สึกเหนื่อย ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่การเห็นแก่ตัวเท่าไหร่หรอก เพียงแต่ทำท่าเกี่ยงกันไว้ก่อนเท่านั้น เพราะในที่สุดพวกเขาจะช่วยเหลือกันทุกครั้งไป
ขุดไปไม่นานแย้ก็วิ่งออกจากรูด้วยความกลัวอย่างรวดเร็ว เด็ก ๆ วิ่งไล่ตาม แย้เข้าไปหลบในพุ่มไม้หนาทึบ พวกเขาใช้ไม้ตีพุ่มไม้เพื่อให้แย้ตกใจ ไม่นานแย้ก็โผล่ออกมาแล้ววิ่งไปที่พุ่มอื่นอีก พวกเขาใช้ไม้ตีและแหย่ตามพุ่มไม้ แย้ตกใจขณะโผล่หัวออกไปกำลังจะวิ่ง ทองหลาเห็นก็เล็งปลายพลุตรงไปที่หัวแย้ แล้วเป่าลมเข้าพลุอย่างแรง ลูกพลุถูกลมดันพุ่งไปยังเป้าหมาย พวกเขาจึงได้แย้มาเพิ่มอีกตัว พวกเขาหาล่ากิ้งก่าและแย้ไปเรื่อย ๆ จนตะวันเคลื่อนมาอยู่ตรงศีรษะ ทุกคนรู้สึกร้อนมากจึงพากันหยุดพักที่ใต้ร่มต้นไม้ยางใหญ่ ทองดีมองออกไปทุ่งนาเห็นแสงแดดระเต้นระยิบระยับ จึงพูดกับเพื่อนว่า
“เราจะลงไปดื่มน้ำที่บ่อในนาของพ่อใหญ่บุญมาได้ไหมเนี่ย”
“ไม่ได้ก็ตายนะสิ” ทองหลาหมายถึงต้องทำให้ได้ และพูดให้กำลังใจเพื่อนอีกว่า
“ความกระหายหิวทำให้เราทำได้ทุกอย่างทั้งนั้นแหละ ทะเลทรายร้อนกว่านี้เขายังมีชีวิตอยู่ได้”
“นายเคยไปเห็นทะเลทรายหรือ” จำลองต่อว่า
“ก็.....นายจำไม่ได้หรือที่คุณครูกัญญาสอนเรื่องทะเลทรายนั่นไง” ทองหลาเท้าความรู้ให้ฟัง
krustory1-4“อ้าว! พวกเราไปดื่มน้ำกันแล้วก็กลับบ้านกันเถอะ เราได้พอกินกันแล้ว” จำลองมองดูกิ้งก่าในข้อง
          พวกเขาสนทนากันอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เดินลัดทุ่งนาตรงไปยังนาของพ่อใหญ่มาบุญมา ซึ่งมีบ่อน้ำอยู่ที่นั่น มันเป็นบ่อน้ำลึกที่มีน้ำเหลืออยู่เพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง เจ้าของบ่อทุกขุดเป็นหลุมเล็ก ๆ ในบ่อให้น้ำซึมพอดื่มกินได้ แม้จะเป็นน้ำที่ไม่สะอาด มีสีขาวขุ่น แสดงว่ามีฝุ่นดินเจือปนอยู่เยอะ แต่พวกเขาก็ดื่มจนเคยชินและแก้กระหายได้ดีมาก พวกเขาก้มลงแล้วใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่มอย่างอิ่มเอม จากนั้นก็พากันกลับบ้าน
“เราจะทำอะไรกินดีละฮึ” จำลองถามเพื่อน เพราะกิ้งก่าและแย้สามารถทำอาหารได้หลายอย่าง
“ก็มีลาบเท่านั้นแหละที่ดีที่สุด” สมคิดเสนอ
“ใช่....อย่างอ่อม เราก็ไม่อยากกินผักวะ” ทองหลาแสดงความเห็น ในที่สุดพวกเขาก็ตกลงกันได้ว่าจะทำลาบกิน เพราะเมนูอาหารที่ทำจากกิ้งก่าหรือแย้ที่เป็นที่ถูกปากถูกใจของชาวอีสานมากที่สุดคือ “ลาบ”
พวกเขาเดินฝ่าเปลวแดดจากทุ่งนามุ่งหน้าสู่หมู่บ้านของตน เหงื่อไหลโซมกาย เพราะแสงแดดพุ่งตรงลงมาตรงศีรษะพอดี ความร้อนจึงเพิ่มมากขึ้น แต่แม้จะร้อนปานใดพวกเขาก็ทดได้ เพราะคุ้นชินกับความร้อนปานหัวจะแตกอย่างนี้มานานแล้ว ชีวิตของเด็กบ้านป่าอย่างพวกเขาจึงไม่เคยย่อท้อกับแสงแดดร้อนจ้า
เมื่อกลับมาถึงบ้านพวกเขาก็จัดการถลก(ลอก)หนังกิ้งก่าและแย้ ใช้มีดแหวะท้องเอาเครื่องในออกแล้วใส่หีบไม้ไผ่นำไปย่างไฟพอสุก ซึ่งจะออกเป็นสีเหลืองไหม้อมเทาน่ารับประทาน นำมาสับให้ละเอียด แล้วเทลงไปในครกไม้ จากนั้นก็นำเครื่องปรุง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่พ่อแม่ปลูกตามหลังบ้าน เช่น ข่า ตะไคร้ มะนาว พริก เป็นต้น โดยหั่นข่า ตะไคร้และพริกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ มาคนเข้าด้วยกัน
“มาพ่อครับทองหลา มาทำหน้าที่” สมคิดบอกทองหลาซึ่งเป็นพ่อครัวประจำของเด็กกลุ่มนี้
           ทอหลาไม่รอช้าและก็ไม่เกี่ยงใคร เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง เมื่อคนจนเครื่องปรุง เนื้อกิ้งก่าและแย้เข้ากันดีแล้วจึงชิมดู เขาคิดว่าอร่อยตามรสปากของเขาจึงบอกเพื่อนว่า
“อ้าว......มาชิมดู เราว่าอร่อยถูกปากเรานะ แต่พวกนายจะว่ายังไง....ชิมดู”
“เฮ้! อร่อยแล้วเว้ย” สมคิดชูนิ้วโป้งประกอบ พร้อมทำปากจู๊ด ๆ และกล่าวชมอีกว่า
“ฝีมือนายดี ไม่มีตกเลยวะ”
จำลองทนไม่ไหว น้ำลายสอออกมา จึงหยิบขึ้นมาชิมดู เขาเคี้ยวยับ ๆ แล้วชูหัวแม่มือพร้อมพูดว่า
“โอ.....ฝีมือนายแน่มาก” ทองหลายิ้มจนหน้าบานเป็นจานเชิง
ขณะรับประทานอาหาร พวกเขารู้สึกมีความสุขมาก จึงร้องเพลงที่พวกเขาร่วมกันแต่งไว้เมื่อวันที่ผ่านมา มันเป็นเพลงเกี่ยวกับกิ้งก่าและแย้นี่เอง เพราะพวกเขานำมาทำอาหารบ่อย ๆ เนื้อเพลงนั้นมีว่า

 

“กะปอมก่าหลับตาเข้าบ่วง    เข้าบ่วงแล้วจั่งค่อยมืนตา
อะฮ้า อะฮ้า อาหารอร่อย     รสไม่กร่อยฝีมือทองหลา
แย้ว แย้วแย่ แย้ว แย้วแย่     แซบแท้แท้ลาบแง้ชาวนา
ฮุ้ยฮา ฮุ้ยเฮ ตะระเร่ตะระร่า   อาหารบ้านนาสุขอาราจริงจริง”

 

           นี่คือมื้ออาหารที่เอร็ดอร่อยมากสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างพวกเขา และยังเป็นความภูมิใจของพวกเขาด้วย เพราะเป็นอาหารที่พวกเขาหามาเองจากธรรมชาติ โดยไม่อาศัยคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการหามา การปรุงเป็นอาหาร แม้บางคนอาจเห็นว่าเป็นอาหารที่ไม่สะอาด หรือเห็นแล้วน่าขยะแขยง แต่พวกเขาก็เห็นว่ามันคืออาหารที่พ่อแม่เคยพารับประทานมาแล้วจนเคยชิน และถือตามหลักโภชนาการมันก็เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีสำหรับพวกเขาด้วย เพราะพวกเขามีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคขาดอาหารก็เพราะได้โปรตีนจากอาหารที่หาได้จากท้องถิ่นนี่เอง (...โปรดติดตามตอนต่อไป)

krustory1-5

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3