Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users2
  • Active Guests2
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today67
  • Unique Visits Yesterday11
  • Visits This Week147
  • Visits Previous Week276
  • Total Articles214
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

ไม่วิตกกังวล  จะพ้นทุกข์

serius(ต่อจากตอนที่ 15) ไม่วิตกกังวล  (สร้างกำลังใจตนเอง)  ความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน  และท่านผู้อ่านเองก็คงเคยเกิดความวิตกกังวลมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย  นักปราชญ์ทางจิตต่างยอมรับว่าความวิตกกังวลคือที่มาของความไม่มั่นใจในตนเอง  อันเป็นเหตุให้เกิดความท้อ   คือที่มาของการบั่นทอนความกล้าและเลยไปถึงความถดถอยด้านสุขภาพทางจิตของคนเราด้วย  คงไม่ปฏิเสธว่าหลายครั้งที่เรากังวลว่าเราจะทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่ทัน  เจ้านายจะไม่พอใจหรือถูกด่าเพราะงานไม่เรียบร้อย  เราไม่มีความรู้ในเรื่องที่ได้รับมอบหมาย  หรือหน้าตาเราไม่ดี  เราสู้เขาไม่ได้  รู้สึกไม่ภูมิใจในฐานะของตนเอง  ยังมีปัญหาอะไรอีกมากมายอันเป็นต้นเค้าของความวิตกกังวล ที่คนเรามีแตกต่างกันไป  ล้วนแต่ทำให้เรารู้สึกวิตกกังวล  ความกังวลจึงคือที่มาของความทุกข์ประการหนึ่งของคนเรา  ทำอย่างไรเราจึงจะไม่มีความวิตกกังวล  หรือความวิตกกังวลลดน้อยลง  นี้คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันในครั้งนี้
    ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อเอาชนะความวิตกกังวลเป็นอันดับแรก  เพราะหากความวิตกกังวลที่เหมือนกับว่าเราสร้างมันขึ้นมาเอง  แล้วไม่สามารถหยุดยั้งมันได้  แล้วจะไปสู้กับปัญหาอุปสรรคใหญ่  ๆ  ได้อย่างไร  ความวิตกกังวลเกิดขึ้นที่ใจของเราเอง    เราไม่ต่อสู้กับใครที่ไหน  แต่ต่อสู้กับปัญหาที่อยู่ในใจที่เราสร้างหรือกำหนดมันขึ้นมาเท่านั้น  แม้สิ่งอื่นจะเป็นปัจจัยให้เกิดความวิตกกังวลก็ตาม  ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปคำนึงจนก่อให้เกิดความวิตก สิ่งที่เราจะปัดรังควาญ  ไล่ความวิตก  ความกลัวออกจากจิตใจได้ก็คือการศึกษาให้เข้าใจถึงต้นตอของความวิตก  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะวนเวียนอยู่ในสิ่งที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น  ดังนั้นเราควรสร้างพฤติกรรมทางใจให้เกิดสิ่งต่อไปนี้
    ๑.  เราต้องสร้างกำลังใจให้ตนเอง  กำลังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  หากเราไม่มีกำลังใจทำอะไรก็มักไม่ประสบความสำเร็จหรือปัญหาอยู่ร่ำไป  กำลังใจนั้นเราสามารถหาได้หลายทาง  ประการแรกเลยต้องยอมรับว่ามีผู้กล้าเป็นจำนวนมากที่สร้างกำลังให้เกิดขึ้นด้วยตัวของเราเอง  ที่ไม่จำเป็นต้องไปอาศัยใคร  แม้เขาจะอยู่ในสถานะที่ลำบาก  ไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้าน  ขาดเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย  แต่เขาก็ไม่ท้อ  ไม่วิตก  มุ่งสร้างกำลังใจให้ตนเองจนสามารถทำงานสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในชีวิต  เช่นคนพิการบางคนที่สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ดีกว่าคนที่มีอวัยวะทุกอย่างครบ  คนยากจนที่ยากจน  ฐานะทางครอบครัวไม่ดี  ถูกคนอื่นมองไปในทางเหยียดหยาม  แต่เขาก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค  มุ่งศึกษาเล่าเรียน  อาศัยตนเองจนสามารถก้าวผ่านไปทำงานในระดับที่สูงขึ้น  มีหน้ามีตาในสังคมได้  ถ้าเรามัวแต่น้อยใจ  หมดหวังในชีวิต  เราก็จะพลาดโอกาสที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้  ซึ่งแน่นอนที่ในที่สุดเราก็จะจมอยู่กับปัญหาและความทุกข์ที่แก้ไม่ได้  การสร้างกำลังใจให้ตนเองจึงเป็นภารกิจของคนที่มีจิตใจเป็นมนุษย์  คนที่มีจิตใจเป็นแค่คนก็จะวนเวียนอยู่กับการหมดกำลัง  ท้อแท้  เพราะคำว่า  “คน”  ก็คือ “วนไปวนมา”  เมื่อเราอยากเป็นมนุษย์ที่พร้อมจะก้าวพ้นไปจากทุกข์จึงควรก้าวพ้นให้ไปจากคำว่า  “คน”  ไปสู่ความเป็น
   Never-Give-Up “มนุษย์”  ด้วย  เพราะเหตุที่เคยเรียนให้ทราบหลายครั้งแล้วว่า  “มนุษย์”  นั้นคือคนที่มีจิตใจสูง  จิตใจสูงประการหนึ่งที่เราควรสร้างขึ้นให้ตนเองก็คือ  “กำลังใจ”  ถ้ามัวท้อแท้  หมดหวัง  ไร้กำลังใจจนเกิดทุกข์เมื่อไรก็เท่ากับว่า  เราสู้สัตว์บางชนิดไม่ได้  ท่านคงเคยได้ยินเพลงเพลงหนึ่งที่บกว่า “ขออย่ายอมแพ้  อย่าอ่อนแอแม้จะร้องไห้  จงลุกขึ้นสู้ใหม่ อย่าหวั่นไหวแม้ไกลเกินจริง.......”ฟังแต่ท่อนนี้แล้วก็ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจ  พร้อมที่จะให้อภัยแก่ตนเองที่บางครั้งรู้สึกว่ากล่าวโทษตนเองว่าอ่อนแอ  ไม่พร้อมที่จะสู้งานหนัก  การรับคำเตือนที่เป็นประโยชน์ อ่านเรื่องที่จะเสริมสร้างกำลังใจ  ฟังแนวคิดจากนักสร้างทั้งหลายก็เป็นสิ่งหนึ่งควรทำ  เพื่อให้ตนเองมีกำลังใจที่จะทำงานและอยู่ในสังคมอย่างมีความหวังต่อไป
เรื่องกำลังใจนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก  เพราะทำให้คนประสบความสำเร็จ  ได้รับชัยชนะจากปัญหา  อุปสรรคมามากมาย  และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกำลังใจให้ฟังเป็นจำนวนมากเช่น  กัน  เช่นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ  
    เรื่องมีอยู่ว่า  ในสมัยโบราณได้มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารเวียดนาม  ระหว่างการสู้รบกันนั้น  ทหารไทยนายหนึ่งได้พลัดหลงไปเข้าไปในวงล้อมของทหารเวียดนาม  ทหารเวียดนามหลายคนได้ใช้ดาบเข้าตะลุมบอนเขา  เขาก็สู้อย่างสุดชีวิต  ขณะที่เขากำลังเพลี้ยงพล้ำและล้มลงนั้น  มือเขาก็คว้าไปจับได้วัตถุอย่างหนึ่ง  เขาเชื่อว่าเป็นพระ  จึงจับโยนเข้าในปากอมไว้  พลันเขาก็เกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างมากมาย  วัตถุที่อยู่ในปากเขานั้นก็ดิ้นขลุกขลัก  เหมือนกับให้กำลังใจเขา  ด้วยการมีกำลังใจมากนั้นเองจึงทำให้เขาเหมือนมีพลังพิเศษ  เขาลุกขึ้นมาควงดาบตวัดใส่ศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว  เขาคนเดียวแต่เหมือนมีคนเป็นสิบ  ทหารเวียดนามจำนวน   ๑๐  คนจึงสู้เขาไม่ได้  ทหารเวียดนามเห็นความกล้าหาญของเขาจึงล่าถอยไป  ในที่สุดเขาก็เป็นผู้ชนะ  เมื่อทำทหารเวียดนามถอยไปแล้ว  เขาก็คายพระออกมาดู  ปรากฏว่ากลับเป็นเพียงเขียดน้อยเท่านั้นเอง  หาใช่พระอะไรไม่  แต่เขียดน้อยที่เขาเชื่อว่าเป็นพระนั้นก็ให้กำลังใจเขาอย่างมหาศาล  ด้วยกำลังใจของเขานั้นเองจึงทำให้เขาประสบความสำเร็จ  ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น  และมีความสุขในชีวิตต่อมา
    ๒.  ปลุกเร้าความกล้า  ความกล้าจะไล่ความกลัวออกจากใจ  คำว่ากล้าในที่นี่ไม่ใช่กล้าแบบบ้าบิ่น  แต่กล้าด้วยเหตุผล  กล้าในสิ่งที่เหมาะสม  กล้าในสิ่งที่ควรกล้า  เช่น  เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านใดด้านหนึ่งก็พร้อมที่จะนำหมู่คณะไปสู้เป้าหมายที่ต้องการได้  ไม่หวั่นไหวในปัญหาและอุปสรรคนานาที่จะตามมา  เรื่องเล่าเกี่ยวกับความกล้าก็มีให้ได้ยินมากมาย  การปลุกเร้าใจให้เกิดความกล้านั้นส่วนใหญ่คนเรามักถูกคนอื่นเป็นคนปลุกเร้าใจเราให้กล้า  เช่น  การที่ทหารกล้าออกรบ  นักดิ่งพสุธาก็มักจะมีคนอื่นคอยปลุกเร้าใจคนเกิดความกล้า  หรือแม้แต่กลุ่มคนที่เดินขบวนเพื่อขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ  ก็มักได้รับการปลุกเร้าจากนักปลุกระดม  ซึ่งความกล้าอย่างนั้นไม่ถือว่าเป็นความกล้าที่เหมาะสม  เพราะเป็นสิ่งที่มาจากปัจจัยภายนอก  สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือความกล้าที่มาจากปัจจัยภายในของเราเอง  เป็นความกล้าที่เราปลุกเร้าใจของเราไม่เองไม่ให้เกรงกลัวจนเกิดปัญหา  หากเรามีความกล้าเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคได้แล้วเราก็จะเดินทางสู่ความสุขของชีวิตได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย
   BelieveMe ๓.  ความเชื่อมั่นให้มีในตนเอง  ความเชื่อมั่นในตนเองคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จและความสุขในชีวิตได้  แม้เราจะเจอปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง  แต่หากเราขาดความเชื่อมั่น  เราก็จะไม่อาจก้าวพ้นความน้อยเนื้อต่ำใจไปได้  ความเชื่อมั่นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนเพียบพร้อมทุกอย่างอันใด  ผู้นำที่พาพรรคพวกบริวารก้าวสู่แนวหน้าของกลุ่ม  องค์กรส่วนหนึ่งก็มาจากความเชื่อมั่นในตนเองนั่นเอง  การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง  นอกจากเราจะเป็นคนที่มีความรู้มีข้อมูลในเรื่องนั้น ๆ ดีแล้ว  เรายังควรฝึกเป็นคนมองโลกในแง่ดี  มองสรรพสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติซึ่งมีทั้งความขัดแย้งและการลงตัว  เพราะในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์ที่สุดและเลวที่สุด  เมื่อฝึกเป็นคนมองโลกอย่างได้แล้ว  เราก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้  ความสุขก็จะมาเยือนเราได้
    ๔.  อย่าคิดว่าตนเองแย่  โลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค  เราไม่ควรคิดว่าเราแย่ที่สุด  เรามีปัญหามากที่สุด  หากแต่ควรคิดว่าเราคือคนที่มีดี  เราคือคนหนึ่งที่มีความสำคัญ  เราไม่แย่อะไรเลย  ถ้าเราสร้างนิยายน้ำเน่า  นิทานยอดแย่  สร้างจินตนาการแห่งความแย่ให้ตนเอง  เราก็จะพบแต่ความแย่อยู่ร่ำไป  ผู้รู้ให้ข้อคิดว่า  หากวันใดที่เรารู้สึกเราไม่ดีเอาเลย  มีความคิดที่แย่  เรามีปัญหาทางใจ  เรารู้สึกผิดหวังกับสิ่งต่าง ๆ จนรู้สึกว่าแย่  ขอให้พิจารณาถึงคนที่เขาแย่กว่าเรา  ไม่ว่าจะเป็นคนขอทาน  คนพิการ  คนที่ทุกข์ลำบากยากจนกว่าเรา  หรือให้คิดถึงสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ  มีสุนัขข้างถนนเป็นต้นที่มันโดนรถเฉี่ยวชน มันก็พยายามประคองตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด  มันไม่มีคนช่วยเหลือ  ไม่มีเจ้าของดูแล  แม้แต่ขาหลัง ๒ ข้างของมันหัก  พิการใช้ไม่ได้  มันก็พยายามลากขาไปเพื่อหาอาหาร  และเพื่อให้รอดพ้นจากรถที่วิ่งไปมา  แล้วท่านที่เป็นคนที่มีทุกอย่างพร้อม  มีอวัยวะครบล่ะ  จะปล่อยให้ความแย่มาย่ำยีตนเองได้อย่างไร  คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะไม่มีคำว่า  “แย่”  ในความคิดของเขา  เขาจะพยายามเอาชนะคำว่แย่อย่าเด็ดขาด  จะไม่ให้คำนี้เข้ามาย่ำยีกับจิตใจเป็นอันขาด  อันที่จริงคนไทยเรานั้นเราอยู่ในสภาพที่พร้อมบูรณ์หลายอย่าง  ประเทศเราเป็นประเทศกสิกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์  อากาศก็ดี  เราไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป  เราจึงไม่ควรมีคำว่าแย่ในชีวิต  เพราะทุกอนูของประเทศเราสามารถไปดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขได้  ยิ่งเรามีพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ  มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจแล้ว  เรายังมาบอกว่าเราแย่มากจนถึงกับหมกมุ่นอยู่กับความทุกข์  จะกล่าวว่าเราเป็นคนดี  เป็นคนสู้  คนมุมานะได้อย่างไร  ดังนั้นคำว่า  “แย่”  จงปล่อยมันหายไปกับสายลมแสงแดดเสียเถิด  อย่าให้มันพัดพานมาข้องแวะกับจิตใจของท่านเลย  เพราะความแย่คือสิ่งที่จะมากัดกร่อนจิตใจของเราให้เกิดความทุกข์ได้  ดังนั้นหากจะไขว่คว้าหาความสุขควรสลัดคำว่า  “แย่”  ออกไปจากจิตใจให้ได้
    ๕.  อย่าคิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญ  ความสำคัญเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างและกำหนดมันขึ้นมาด้วยตัวของเราเองได้  คนส่วนหนึ่งที่อาจมีฐานะทางสังคมไม่ดีนัก  แต่ก็ไม่ควรคิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญอันใด  เพราะความจริงคนทุกคนมีความสำคัญทั้งนั้น  หากเราพิจารณาให้ดีคนทุกคนจะมีความสำคัญไม่ได้แตกต่างกัน  เพราะความสำคัญของคนไม่ได้อยู่ที่ฐานะร่ำรวย  หรือยากจนอันใด  หากแต่อยู่ที่เรากำหนดค่าของเราต่างหาก  ยิ่งตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว ความสำคัญของตนจะอยู่ที่พฤติกรรม  การกระทำของคนนั้น ๆ ต่างrich2หาก  เมื่อเราทำดี  ประพฤติดี แม้จะยากจนก็ถือว่าเรามีความสำคัญแล้ว  ไม่จำเป็นต้องให้ใครมากำหนดค่า  ความสำคัญให้เรา  แม้สังคมวัตถุนิยมจะกำหนดค่าและความสำคัญของคนอยู่ที่ฐานะ  ความร่ำรวย  แต่เราก็ไม่ควรไปใส่ใจกับการกำหนดค่าความสำคัญของโลกวัตถุนิยมเช่นนั้น  เพราะในโลกแห่งคุณธรรมแล้วจะถือเอาคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์  คือศีลธรรมเป็นหลัก  หากเราเชื่อว่าเรามีความดีพอ  เราไม่ไปสร้างความเสียหายให้แก่ใคร  ก็ถือว่าเรามีความสำคัญแล้ว  นั่นคือความดีที่เราควรภูมิใจ  อันเรื่องความสำคัญของตนเองนั้นหากเราศึกษาศาสนาพุทธให้เข้าใจแล้วเราจะมีกำลังใจมาก  เพราะศาสนามุ่งสอนว่าคนเราทุกคนเกิดมามีความสำคัญมาก  ไม่มีใครไม่มีความสำคัญ  เพราะความสำคัญนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครไหนอื่น  แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง  เราเป็นคนกำหนดความสำคัญให้ตนเอง  ค่าความสำคัญทั้งหลายทั้งปวงนั้นอยู่ที่เราเป็นผู้กำหนดเอง  ซึ่งตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า  “ตนเองเป็นที่พึ่งของตน”  การที่ใครต่อใครไปยกย่องใครให้สำคัญอย่างไรนั้นมันเป็นเรื่องของโลก  เป็นเรื่องอุปโลกน์กันขึ้นมา  แท้จริงนั้นค่าของคนอยู่ที่  “คุณค่า”  ของคนคนนั้นที่เขาเป็นเจ้าของสร้างค่าและคุณของตนเองขึ้นมา  เมื่อสร้างค่าและคุณของตนเองขึ้นมาแล้ว  จึงเท่ากับตนเองได้กำหนดคุณค่าของตนเองได้แล้ว แม้ใครจะประณามว่า  “ท่านไม่มีค่า”  ก็หาได้ลดค่าตามที่เขากำหนดไม่  แต่สังคมที่ไม่เข้าใจคำว่า  “คุณค่า”  อย่างทุกวันนี้จึงทำให้คนเราคิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญ  อันที่จริงนั้นศาสนาพุทธสอนว่าแม้จะเป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  มีเงินมากมายเพียงหรือแม้แต่เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็หามีคุณค่าไม่หากไม่มีคุณธรรม  ไม่มีคุณงามความดี  สร้างความทุกข์  สร้างปัญหาให้สังคม  ประเทศชาติ  ดังนั้นแม้เราจะยากจน  ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัว  แต่เราได้สร้างคุณงามความดีให้ตนเองและคนอื่นก็เท่ากับเราได้สร้างความสำคัญให้ตนเองแล้ว  พระองค์ทรงยกตัวอย่างพระองค์เป็นสำคัญ  กล่าวคือครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายอยู่นั้น  แม้จะมีพระราชทรัพย์สมบัติมากมาย  อยู่อย่างสุขสบายแต่พระองค์ก็ยังทรงเห็นว่า  “ไม่มีความสำคัญ”  อันใด  ต่อเมื่อได้สละออกจากพระราชวังมาทรงอาศัยตนเอง  และได้ทรงกระทำตนเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์แล้วนั่นแหละ  พระองค์จึงทรงบอกว่าพระองค์ทรงมีความสำคัญ  แม้จะทรงไม่มีทรัพย์สินสมบัติอะไรเลย  แต่ทรัพย์ที่พระองค์ทรงมีก็คือคุณค่าความดีที่มีในพระองค์นั่นเอง  ดังนั้นความสำคัญของคนเราจึงอยู่ที่ว่าเราได้ทำดีเพื่อตนเองและคนอื่นแล้วหรือยัง  หากได้ทำแล้วก็อย่าได้วิตกว่าเราไม่มีความสำคัญเป็นอันขาด  เพราะหาไม่แล้วก็จะเป็นเครื่องบั่นทอนกำลังใจให้ตนเองเป็นทุกข์เปล่า ๆ
    ๖.  อย่าคิดว่าตนเองทำไม่ได้  เมื่อมีงานหรือกิจกรรมให้รับผิดชอบหรือต้องอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว  มักจะมีความคิด  ข้อสงสัยเกิดขึ้นในใจของคนเราเสมอนั้นก็คือ  “เราจะทำสิ่งนั้นได้ไหม”  “เราคงทำสิ่งนั้นไม่ได้แน่”  ควรคิดที่เกิดกับจิตอย่างนี้คือความคิดที่เป็นลบ เป็นหลุมดำของตนเองที่ควรขจัดให้หมดไป  หาไม่แล้วก็จะบั่นทอนความกล้า  ความสามารถ  ศักยภาพของตนเองที่มีอยู่ให้ลดน้อยลงไป  จนไม่อาจทำงานนั้นให้สำเร็จได้  และจะเป็นทางทอดสู่ความน้อยค่าของตนเองได้ด้วย  ดังนั้นอย่าได้คิดว่าตนเองทำไม่ได้  ให้ท่องคำว่า  “เราทำได้”  ไว้ก่อน  ให้คิดดูว่าเครื่องบิน  ไฟฟ้า  เครื่องขยายเสียงล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลจากคนธรรมดาที่เชื่อมั่นว่าตนเอง “ทำได้”  ทั้งนั้น  ถ้าเขาคิดว่าเขา  “ทำไม่ได้”  โลกเราก็จะไม่มีไฟฟ้า  ไม่มีเครื่องบินและเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ใช้เป็นแน่  ดังนั้นงาน  กิจการ  สิ่งที่เราต้องทำหรืองานที่ได้รับมอบหมายต่าง  ๆให้เราคิดเสมอว่า  “เราก็ทำได้”  หรือ  “น่าจะทำได้”  คนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักประมาทตนเองว่า ลดค่าตนเองด้วยการบอกว่า  “เราทำไม่ได้” เราไม่มีความสามารถ” ทั้ง ๆ ที่เราก็สามารถที่จะทำได้  ยิ่งร้ายกว่านั้นบางคนยังไม่ได้ลงมือเลย  พอพูดถึงเรื่องนั้น ๆ บอกว่า  “ทำไม่ได้”  แล้ว  จึงเป็นการปิดโอกาสของตนเองอย่างสิ้นเชิง  
   mistake ท่านอาจคิดว่า  คนเรามีศักยภาพต่างกัน  การบอกตนเองว่า “ทำไม่ได้”  นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  เพราะแต่ละคนย่อมรู้ศักยภาพของตนเองดี อันนี้ผู้เขียนไม่เถียงหากเราได้พิจารณาอย่างรอบคอบ  และไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าเราทำไม่ได้จริง ๆ แต่หากเจองานแล้วก็ท้อทันทีทั้ง ๆที่ยังไม่ได้ใช้ความคิด  พิจารณาให้รอบคอบหรือยังไม่ได้ลองทำเลย  เพราะมีคนเป็นจำนวนมาที่ทิ้งงานหรือละเลยภาระ ปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบไปเพียงเพราะความไม่เอาถ่านของตนเอง  ซึ่งในสังคมไทยมีเป็นจำนวนมาก  ประเภททิ้งภาระให้คนอื่น  ดังนั้นจึงมีเปรียบเทียบให้เจ็บใจว่า        “คนญี่ปุ่น  ๑  คน  มีศักยภาพทำงานเท่ากับคนไทย  ๕  คน”  เหตุผลของคนที่พูดเช่นนี้  เขาบอกว่าประการแรกเลยคือ ชาวญี่ปุ่นเขาจะมีคติชีวิตว่า  “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่คนญี่ปุ่นจะทำไม่ได้”  ด้วยคติชีวิตหรือคำคม  ความคิดนี้นี่เองเป็นแรงกระตุ้นและจุดประกายให้เขาคิดสู้งานทุกอย่าง  งานของเขาจึงประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่  และมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้วย  หากคนในชาติมัวแต่คิดประมาทตัวเองว่า  “ทำไม่ได้”  แล้ว  ย่อมมีทั้งต่อตนเอง  สังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย  ดังนั้นหากอยากพ้นจากหลุมบ่อของความทุกข์  ส่วนหนึ่งก็ต้องสลัดความคิดที่ว่า “เราทำไม่ได้”  “เราไม่มีความสามารถ”  ออกไปจากจิตใจตนเองให้ได้ก่อน
    ๗.  อย่าคิดว่าตนเองไร้ค่า  ความคิดที่กัดกร่อนความสามารถ  ลดศักยภาพ  ประสิทธิภาพของตนเองที่ทุกคนได้รับมาจากธรรมชาติ(ศาสนาบางศาสนาเรียกว่าพระเจ้า)นั้นก็คือความคิดที่ว่าตนเอง  “ไม่มีค่า”  หรือ  “มีค่าไม่เพียงพอ”  ต่อสิ่งนั้น ๆ บางคนแย่ไปกว่านั้น เพราะคิดเลยไปถึงกับว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  เอาเลยทีเดียว  ความคิดเช่นนี้คือความคิดที่ติดลบ  ความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง  ต่อการทำงาน  เพราะเป็นการลงโทษตนเอง  และปิดโอกาสตนเองอย่างน่าละอายยิ่ง  คนเรานั้นแม้จะมีความสามารถจำกัด  แต่เราไม่น้อยไร้ค่า  ทุกคนมีค่าในตนเอง  อย่างน้อยก็มีค่าในความเป็นคน  มีความเป็นคนอยู่ในตัวเองอยู่แล้วทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย  ดังนั้นคำว่า “ไร้ค่า”  จึงไม่ควรคิดและนำมาใช้กับตนเอง  เหตุที่ต้องเขียนถึงในเรื่องนี้  เพราะมีคนเป็นจำนวนมากที่มีความในแง่ลบ  ลงโทษตนเองว่าตนเองไร้ค่า  ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งต่อตนเองและสังคมโดยรวม  เพราะคนที่มีความคิดลักษณะนี้มักจะเป็นคนที่ก่อสิ่งที่ไม่ดีให้ตนเอง ครอบครัว  คนรอบข้างและสังคม กล่าวคือเขาจะกล้าทำลายตนเอง  ประชดสังคมด้วยการทำสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เช่น  ดื่มเหล้า  เที่ยวเตร่  ก่อเรื่องร้าย  ก่ออาชญากรรมต่าง ๆ เพราะคิดว่าตนเองอยู่ไปก็budhha1ไร้ค่า  และในที่สุดถึงกับทำอัตวินิบาตกรรม ดังนั้นหากเราอยากจะอยู่ในสังคม  โลกนี้อย่างมีความสุขก็อย่าได้คิดว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  เป็นอันขาด  เพราะทุกศาสนาจะสอนในเรื่อง  “คุณค่าของตนเอง”  ไว้อย่างมาก  ยิ่งศาสนาพุทธยิ่งสอนอย่างชัดเจนในเรื่อง  “คุณค่าของการเกิดมาเป็นคน”  โดยพระพุทธศาสนานั้นสอนว่า  การเกิดมาเป็นคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก  เพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะไปเกิดเป็นสัตว์  ไปเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่คน  การเกิดมาเป็นคนได้นั้นต้องผ่านขั้นตอนการเป็นสัตว์ต่าง ๆ มามากแล้ว  หรือผ่านการใช้กรรมในร่างของสัตว์ต่าง ๆ มาไม่รู้กี่หมื่นกี่ล้านชาติ  ดังนั้นเมื่อเราเกิดมาเป็นคนแล้วก็ควรที่จะให้รู้ค่าราคาคน ไม่ใช่ไปทึกทักหรือบอกตนเองว่าไร้ค่า  ยิ่งกว่านั้นศาสนาพุทธยังสอนว่า  เป็นเรื่องที่ยากมากเมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วได้พบพระพุทธศาสนา  ดังนั้นหากท่านเป็นชาวพุทธขอให้คิดด้วยว่า  “ท่านมีค่ามากในการเกิดมาเป็นคนและได้พบพระพุทธศาสนา”  ศาสนาอื่น ๆ ก็เช่นกันที่สอนให้คนเราอย่าลงโทษตนเองด้วยการประณามว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือและดูแลมนุษย์ทุกผู้  พระองค์จะทรงสถิตอยู่เคียงข้างของทุกคน  พระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน  ดังนั้นอย่าได้คิดว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  เป็นอันขาด  หากยังคิดว่าตนเองไร้ค่าแล้ว  โอกาสที่จะพบความสำเร็จและความสุขในชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  ให้คิดเสมอว่า  “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
    ๘.  อย่าคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ  เรื่องความสามารถของคนเรานั้น  โดยธรรมชาติแล้วอาจมีแตกต่างกันไป  แต่เราก็ไม่ควรกำหนดค่าความสามารถของตนเองให้ต่ำนัก  เพราะหากกำหนดให้ต่ำแล้วก็จะเป็นอุปสรรคขัดขวางความสามารถแท้  ศักยภาพจริงที่เรามีอยู่ให้ลดลงไปหรือเป็นเหตุให้ความสามารถจริงของเราถูกบดบัง  มีนักจิตวิทยาด้านการทำงานบอกว่าคนไทยส่วนหนึ่งไม่ได้ดึงเอาความสามารถที่มีในตนออกมาใช้ในการทำงานอย่างเต็มที่  จึงทำให้การงานไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย  เจ้านายหรือเจ้าของกิจการบางจึงบ่นว่าลูกน้องทำงานไม่เต็มตามความสามารถ       ไม่สมกับค่าจ้าง  การทำงานไม่เต็มความสามารถคือการคอรัปชั่นประการหนึ่ง  ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “อู้”  งานไม่ “อึด”  เจ้าของกิจการทุกคนจะชื่นชอบคนที่ทำงาน  “อึด”  หากเรา  “อู้”  ก็จะทำให้ทำงานไม่ได้เต็มที่  ผลงานออกมาไม่ดี  แม้จะเสร็จตามเป้าหมายแต่ไม่ดี  ไม่เต็มตามเป้าหมาย  ดังนั้นจึงหน่วยงานราชการต่าง ๆ จึงคิดหาคำที่จะปลุกใจให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน  สำนักงานของตนงานให้เต็มตามศักยภาพ  เกิดผลงานที่สร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล  เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป  จึงมีคำขวัญว่า  “ทำงานให้เต็มที่  เต็มใจ  เต็มเวลาและเต็มความสามารถ”  เราต้องยอมรับว่าการวัดความสามารถของคนเรานั้นสามารถวัดได้หลายด้าน  ทั้งด้านนามธรรมและรูปธรรม  นามธรรมก็ด้านจิตใจ  ความรู้  ความสามารถทางการคิด  ออกแบบ  ทักษะการคิดสร้างสรรค์  จินตนาการ  และคุณธรรมเบื้องต้นที่เราพึงมี  ส่วนด้านรูปธรรมก็ได้แก่การทำงาน  การใช้แรงงานเพื่อสร้างงาน  การทุ่มเทเพื่อให้เกิดผลงาน  คนที่มีความสามารถและใช้ความสามารถให้เต็มตามศักยภาพจึงสามารถวัดได้ตามงานที่ให้ทำ  จึงมีว่าแต่ละหน่วยงานนั้นจะบำเหน็จความดีความชอบให้พนักงานด้วยผลงาน  ความสามารถทั้งรูปธรรมอันมีผลงานที่เป็นประจักษ์กับคุณความดีที่มีในตนและส่งต่อผลงานโดยรวมด้วย  ท่านคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า  “นายนี้หนึ่งคนสามารถทำงานได้เท่ากับนายนั้นสองคน”  คนที่ทำงานในลักษณะนี้  ได้ผลเช่นนั้นย่อมเป็นที่ต้องการของเพื่อนร่วมงาน  เจ้านาย  ขอให้ท่านทำงานให้เต็มความสามารถ  และอย่าได้คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ  ตนเองมีความสามารถไม่เพียงพอก็แล้วกัน  ให้ท่องคาถามในใจว่า  “ฉันสามารถทำได้เหมือนกัน”  แล้วเราก็จะผ่อนคลายความทุกข์  ความกังวลในใจไปได้
    times2๙.  อย่าคิดว่าไม่มีเวลา  เรื่องเวลาหรือการบริการเวลาก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรให้ความเอาใจใส่  เพราะเวลาเป็นสิ่งมีค่ายิ่งต่อการทำงานและต่อความเป็นอยู่ของชีวิต  หากเราให้เวลามาเป็นปัญหาและอุปสรรคในการทำงานก็จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตและก่อให้เกิดความทุกข์ตามมาได้  นักการทำงานที่ประสบความสำเร็จเขาจะเห็นความสำคัญของเวลามาก  ทุกเวลานาที่มีค่ายิ่ง  คติฝรั่งจึงมีว่า Time  is  the  money  คือเวลาเป็นเงินเป็นทอง  เขาจึงใช้เวลาทุกนาให้คุ้มค่า  มีประโยชน์  เป็นที่น่าเสียดายที่คนชอบแก้ตัวหรือคนประเภทไม่เอาถ่านมักบอกว่า  “ไม่มีเวลา”  “เวลาไม่พอ”  “เวลาหมดแล้ว”  เป็นเหตุให้ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย  คนประเภทนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เจริญ เพราะมักอ้างว่า  “ไม่มีเวลา”  หรือ  “เวลามีน้อย”  เพราะเขาปฏิเสธการหมุนไปของเวลา  เขาไม่ยอมรับหรือไม่เข้าใจว่าเวลานั้นหมุนไปอยู่ตลอดเวลา  เวลาไม่เคยหยุดหนึ่ง  ถึงจะเข้าใจ  ทราบชัดแต่ก็ไม่ทำตามจึงปล่อยให้มากัดกร่อนศักยภาพของตนเองลงไปอย่างน่าเสียดาย  ด้วยเหตุที่เวลาหมุนไปไม่คอยใครนี่เอง  นักคิดทางตะวันตกจึงประดิษฐ์คิดคำคมขึ้นมาปลุกใจว่า  Time  and  Tide  wait  fore  noman  แปลเวลาและกระแสน้ำไม่คอยใคร  วันนี้มีภาษาอังกฤษเข้ามาปะปนหลายคำ  ซึ่งความจริงก็พยายามหลีกเลี่ยงคำภาษาเหล่านี้  แต่ก็เลี่ยงไม่ได้  เพราะเป็นคำที่เกี่ยวโยงกับเรื่องที่เขียนจึงได้นำมาให้ปรากฏ  ณ  ที่นี่  ทางศาสนาพุทธก็ได้กล่าวถึงเวลาไว้มากมาย  พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งแปลได้ความว่า  “เวลาย่อมกัดกร่อนตัวมันเองและสรรพสัตว์ให้หมดไป”  นั่นหมายถึงเวลาได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  ได้หมุนทับตัวมันเองและสรรพสัตว์ให้หมดไปหรือตายไปตามกาลเวลา  หรือที่บอกว่า  “เวลาหมุนไปบัดนี้เธอกำลังอะไรอยู่  ดีหรือชั่ว”  ข้อนี้มีนัยบอกให้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านได้เราได้เตือนสติตนเองหรือไม่ว่าเรากำลังทำอะไร  ดีหรือชั่ว  หากเห็นว่าชั่วก็ละเสีย  หากรู้ว่าดีก็จะจงรีบทำ  ผู้ที่รู้ค่าของเวลาจึงพูดกับตนเองเสมอว่า  “ไม่มีเวลาที่จะเสียไปกับความไร้สาระอีกแล้ว”  นั่นก็คือเขาจะไม่ปล่อยเวลาให้ว่างประโยชน์ไปกับเรื่องไร้สาระ  ต่อคำพูดที่ว่า  “เราไม่มีเวลาทะเลาะกันอีกแล้ว”  จึงเป็นคำพูดที่ให้ข้อคิดที่ดี  สร้างสรรค์  จรรโลงใจ  ผู้เขียนรู้สึกชอบกับคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งที่บอกว่า  “คำว่าไม่มีเวลาอย่ามาพูดให้ฟัง  ให้ไปร้องอยู่บนขุนเขาให้ผีสางเทวดาฟัง  หรือไปร้องกลางทุ่งนาให้ควายฟัง  อาจารย์ไม่ยอมฟังคำนี้จากใคร”  ซึ่งแรก ๆ คิดรู้สึกเคืองที่อาจารย์ทำไมพูดแบบตัดช่องลูกศิษย์อย่างนี้  เมื่อเรียนกับท่านไปเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าคำพูดของท่านนั้นเป็นสิ่งมีค่าและเป็นสิ่งที่จะสร้างความสำเร็จให้คนtiredเรียนหนังสือและคนทำงานได้จริง ๆ เพราะผู้เขียนเองไม่ยอมทำตามคำพูดของท่าน  จึงทำให้งานส่งไม่ทัน  แม้ท่านจะไม่ตำหนิแต่เราก็รู้สึกระอายใจตนเองที่ทำงานไม่ทัน  อันเนื่องมาจากคำว่า  “ไม่มีเวลา”  ซึ่งเราจะอ้างไม่ได้เป็นอันขาด  นักทำงานที่ประสบความสำเร็จระดับอธิบดีคนหนึ่งบอกว่า  “คนเรามีเวลา  ๒๔  ชั่วโมงเท่ากัน  แต่ใครจะบริหารชั่วโมงที่  ๒๕ ได้เท่านั้น”  ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งต่อคำพูดนี้  เพราะคนเราหากรู้จักคุณค่าของเวลาแตกต่างกันแล้วก็จะทำงานสำเร็จในเวลาที่แตกต่างกันออกไป  นาย  ก  และนาย  ข  ทำงานสำเร็จเหมือนกัน  แต่ใช้เวลามากกว่า  กล่าวคือไม่ว่านาย  ก  หรือ  นาย  ข  ใช้เวลามากกว่าหากท่านเป็นคนเลือกทั้งสองเข้าทำงานในหน่วยงานของท่าน  ท่านย่อมเลือกคนที่ใช้เวลาน้อยกว่าเพราะจะได้ประหยัดเวลาในการทำงาน  สำหรับคนที่ใช้เวลามาก  หากร้ายกว่านั้นงานอาจไม่เรียบร้อย  ไม่มีประสิทธิภาพด้วยก็ยิ่งแย่ใหญ่  แต่หากงานเสร็จง่าย ไปตามเป้าและผลงานเนียน  ละเอียด  เรียบร้อย  ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว  ดีแล้ว  แน่แล้ว  ค่าของคนจึงอยู่ที่การบริหารเวลาและผลของงานด้วย
    ๑๐.  อย่าคิดว่าตนเองเหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หนาวนัก  หิวกระหายนัก  คำบ่นว่า  “เหนื่อยนัก       ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  แล้วไม่ทำงาน  อันนี้เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในคิหิปฏิบัติ  ในส่วนที่ว่าด้วยข้อไม่ควรปฏิบัติของฆราวาส  กล่าวคือฆราวาสที่ดี  ที่หวังความเจริญในชีวิตของตนเองไม่ควรกล่าวหรือบ่นด้วยคำอันจะนำมาซึ่งความท้อถอยนี้  หรือคำที่แสดงถึงความเป็นคนไม่ “อึด”  นี้เสีย  เพราะหากเราบ่นว่า  “เหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  แล้วเป็นเหตุไม่ทำงานก็จะทำให้เราท้อแท้  เหนื่อยหน่าย  ทำงานไม่สำเร็จ  การทำงานไม่สำเร็จเป็นเหตุให้คนเราเกิดทุกข์ได้  ดังนั้นคนที่เป็นนักทำงานจะสลัดคำที่จะปิดกั้นผลงานนั้นออกไปเสีย  ข้อนี้มีตัวอย่างให้ได้ยินมากมาย  เช่น  โทมัส  แอลวา  เอดิสัน  ที่ตั้งปฏิญาณว่า  ถ้างานไม่สำเร็จจะไม่ยอมกินข้าว  พระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตั้งปณิธานว่า “ถ้าไม่สำเร็จพระอรหันต์จะไม่ทรงลุกจากที่นั่งและไม่ฉันภัตตาหาร”  เป็นต้น  การไม่บ่นว่า “เหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  ถือเป็นการเอาชนะใจตนเอง อันจะนำความสุขมาให้เมื่อผลงานสำเร็จ  แม้เราจะต้องหนักบ้าง  หนักบ้าง  ร้อนบ้าง  กระหายหิวบ้าง  แต่ถ้าเราล่วงพ้นจากบ่วงบ่นนั้นได้แล้วเราก็จะมีความสุขได้  แต่ถ้าเรายังจมอยู่กับคำบ่นเบื่อให้กับตนเองเราก็จะจมอยู่ในปลักแห่งความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  อยากให้ท่านผู้อ่านยึดเอาผู้ที่กรำงานหนัก  มีมหาบุรุษที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้นเป็นประการแรก  ประการต่อมาก็ดูตัวอย่างชาวนาที่กรำงานหนักอยู่ในท้องนา  ที่ต้องอาบแดด  อาบฝน  ดูกรรมกรที่ทุ่มโถมแรงเพื่อภาระสร้างตึกใหญ่  ซึ่งเขาไม่มัวบ่นว่า  “เหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  แต่มุ่งสู้งานเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย  จากหยดเหยื่อจึงกลายเป็นรวงข้าวเต็มนา  จากแรงที่ทุ่มโถมจึงเกิดเป็นตึกใหญ่ให้คนได้อาศัย แม้คนสร้างจะไม่ได้อาศัย  ไม่เป็นเจ้าของแต่เขาก็มีความสุขเมื่อผลงานของคนเสร็จได้รับค่าจ้าง  เช่นเดียวกับชาวนาที่ทำงานหนักในท้องนาแล้วก็จะมีความสุขเมื่อผลิตผลออกมาเป็นรวงข้าวเต็มนา  ท่านก็เช่นกันท่านก็จะมีความสุขเมื่อได้งานที่ท่านทุ่มเทนั้นเสร็จออกมาเป็นรูปร่าง  ผลิตผลตามที่ต้องการ  “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” จึงเป็นมนต์ขลังที่ใช้ได้ทุกกาลเวลา

 

“ไม่วิตกกังวลจะพ้นทุกข์    อยากพบสุขตัดกังวลให้พ้นเสีย
ยังกังวลทุกข์ร้อนจนอ่อนเพลีย    จิตละเหี่ยหมดหวังเพราะกังวล
ถ้าใจยังกังวลไม่พ้นทุกข์    อยากพบสุขหลีกไปให้ห่างพ้น
ใจสบายใจจะสุขไม่ทุกข์ทน    ถ้าหากไม่กังวลในหัวใจ
ควรพอใจในตนเป็นคนแท้    ถ้าอ่อนแอจะกังวลกับตนได้
คิดเสียว่าอุปสรรคมากเพียงใด    ก็แก้ได้ด้วยใจไม่กังวล
ให้กำลังใจแก่ตนคือคนกล้า    พร้อมฟันฝ่าการเสียดแทงทุกแห่งหน
แบกภาระทุกทางอย่างแยบยล    ไม่สับสนหนทางที่สร้างทำ
ยิ้มกับงานทุกอย่างสร้างทางชอบ  เข้าก่อกอบทำกิจจิตสุขล้ำ
น้อมภาระสรรค์สร้างไปทางธรรม    เพื่อก่อกรรมนำสุขสู่ตัวตน”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
<สำลี  รักสุทธี>

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3