Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0
เพลง สระแอะ (ฉบับปรับปรุงใหม่)
คำร้อง-ทำนอง : สำลี รักสุทธี
ดนตรี : ปริยัติ นามสง่า
คาราโอเกะ : วีรศักดิ์ รักสุทธี (089-9429212)
เพลง ที่มาคูลี บอกเล่าความเป็นมาของชื่อเล่น "คูลี" ว่าเป็นมาอย่างไร
มาแล้วครับเพลง BBL หลังจากเกริ่นไว้เมื่อเห็นเพลงแรกออกไปปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของคุณครูทั่วประเทศ อีกเพลงหนึ่งกำลังติดตามมา คือ "๕ ขั้นตอนการ BBL" จากห้องบันทึกคูลี เรียบเรียงเสียงประสานโดย อ.ปริยัติ นามสง่า(ก๊อป) อ.หนุ่มไฟแรง จาก ม.ราชภัฎมหาสารคาม, กรุง (ลูกชาย) กีตาร์เสียงใส, ตัดต่อทำคาราโอเกะ (ครู Eddy) ลูกชาย และนักร้อง(ระดับรางวัลที่ ๑ ชุมทางเสียงทอง) คนเดียวกันครับ เชิญทัศนาและแชร์ตามสบายครับ
coverall ประกาศข่าวดี สำหรับครูที่ต้องการให้นักเรียนเก่ง อ่านออก เขียนได้ ผู้ปกครองที่อยากให้บุตรเก่ง เป็นอัจฉริยะ         ด้วยได้จัดทำสื่อขึ้นชุดหนึ่ง(ใหญ่)เพื่อแก้ปัญหาการอ่านและการเขียนให้เด็ก ตั้งแต่ระดับวัยเริ่มเรียนจนถึงชั้น ป. ๓ โดยได้ทดลองใช้กับนักเรียนในความรับผิดชอบและหลานมาแล้ว ผลปรากฏว่านักเรียนอ่านออกเขียนได้ทุกคน หลานสามารถอ่านออกตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ๔ เดือน ปัจจุบัน ๔ ขวบ อ่านได้คล่องในระดับ “เชี่ยวชาญ” สำหรับวัยของเขา         จุดประสงค์ เพราะรู้ว่า “ภาษาไทยคือหัวใจของการเรียนรู้” หากอ่านออก เขียนได้ก็จะทำให้เรียนวิชาอื่นเก่งไปด้วย ปัญหาที่พบคือนักเรียนไม่ชอบวิชาภาษาไทย ทั้งนี้เพราะไม่มีสื่อที่เร้าใจ สอดคล้องกับวัยและสมอง(Brain) ทำให้เด็กเบื่อ ไม่มีนิสัยรักการอ่าน  จึงได้จัดทำและพัฒนาให้สอดคล้องกับวัยและสมองของเด็กขึ้น ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้ อ่านข่าวต่อ...
banner seminar ขอเชิญร่วมอบรมสัมมนา "สอนอย่างไร ให้เด็กอ่านออก เขียนได้" (เป็นอัจฉริยะด้านภาษา อ่านได้ตั้งแต่วัยยังเด็ก)
บริษัท สำนักพิมพ์ พ.ศ. พัฒนา ร่วมกับ “ครูสำลี รักสุทธี” จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ โดยจัดอบรมสัมมนาการสร้างคนให้เก่ง ดี มีความเป็นอัจฉริยะ ใน วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อง ออดิทอเรียม ชั้น 1 อ่านข่าวต่อ...

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

ไม่วิตกกังวล  จะพ้นทุกข์

serius(ต่อจากตอนที่ 15) ไม่วิตกกังวล  (สร้างกำลังใจตนเอง)  ความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน  และท่านผู้อ่านเองก็คงเคยเกิดความวิตกกังวลมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย  นักปราชญ์ทางจิตต่างยอมรับว่าความวิตกกังวลคือที่มาของความไม่มั่นใจในตนเอง  อันเป็นเหตุให้เกิดความท้อ   คือที่มาของการบั่นทอนความกล้าและเลยไปถึงความถดถอยด้านสุขภาพทางจิตของคนเราด้วย  คงไม่ปฏิเสธว่าหลายครั้งที่เรากังวลว่าเราจะทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่ทัน  เจ้านายจะไม่พอใจหรือถูกด่าเพราะงานไม่เรียบร้อย  เราไม่มีความรู้ในเรื่องที่ได้รับมอบหมาย  หรือหน้าตาเราไม่ดี  เราสู้เขาไม่ได้  รู้สึกไม่ภูมิใจในฐานะของตนเอง  ยังมีปัญหาอะไรอีกมากมายอันเป็นต้นเค้าของความวิตกกังวล ที่คนเรามีแตกต่างกันไป  ล้วนแต่ทำให้เรารู้สึกวิตกกังวล  ความกังวลจึงคือที่มาของความทุกข์ประการหนึ่งของคนเรา  ทำอย่างไรเราจึงจะไม่มีความวิตกกังวล  หรือความวิตกกังวลลดน้อยลง  นี้คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันในครั้งนี้
    ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อเอาชนะความวิตกกังวลเป็นอันดับแรก  เพราะหากความวิตกกังวลที่เหมือนกับว่าเราสร้างมันขึ้นมาเอง  แล้วไม่สามารถหยุดยั้งมันได้  แล้วจะไปสู้กับปัญหาอุปสรรคใหญ่  ๆ  ได้อย่างไร  ความวิตกกังวลเกิดขึ้นที่ใจของเราเอง    เราไม่ต่อสู้กับใครที่ไหน  แต่ต่อสู้กับปัญหาที่อยู่ในใจที่เราสร้างหรือกำหนดมันขึ้นมาเท่านั้น  แม้สิ่งอื่นจะเป็นปัจจัยให้เกิดความวิตกกังวลก็ตาม  ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปคำนึงจนก่อให้เกิดความวิตก สิ่งที่เราจะปัดรังควาญ  ไล่ความวิตก  ความกลัวออกจากจิตใจได้ก็คือการศึกษาให้เข้าใจถึงต้นตอของความวิตก  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะวนเวียนอยู่ในสิ่งที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น  ดังนั้นเราควรสร้างพฤติกรรมทางใจให้เกิดสิ่งต่อไปนี้
    ๑.  เราต้องสร้างกำลังใจให้ตนเอง  กำลังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  หากเราไม่มีกำลังใจทำอะไรก็มักไม่ประสบความสำเร็จหรือปัญหาอยู่ร่ำไป  กำลังใจนั้นเราสามารถหาได้หลายทาง  ประการแรกเลยต้องยอมรับว่ามีผู้กล้าเป็นจำนวนมากที่สร้างกำลังให้เกิดขึ้นด้วยตัวของเราเอง  ที่ไม่จำเป็นต้องไปอาศัยใคร  แม้เขาจะอยู่ในสถานะที่ลำบาก  ไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้าน  ขาดเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย  แต่เขาก็ไม่ท้อ  ไม่วิตก  มุ่งสร้างกำลังใจให้ตนเองจนสามารถทำงานสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในชีวิต  เช่นคนพิการบางคนที่สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ดีกว่าคนที่มีอวัยวะทุกอย่างครบ  คนยากจนที่ยากจน  ฐานะทางครอบครัวไม่ดี  ถูกคนอื่นมองไปในทางเหยียดหยาม  แต่เขาก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค  มุ่งศึกษาเล่าเรียน  อาศัยตนเองจนสามารถก้าวผ่านไปทำงานในระดับที่สูงขึ้น  มีหน้ามีตาในสังคมได้  ถ้าเรามัวแต่น้อยใจ  หมดหวังในชีวิต  เราก็จะพลาดโอกาสที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้  ซึ่งแน่นอนที่ในที่สุดเราก็จะจมอยู่กับปัญหาและความทุกข์ที่แก้ไม่ได้  การสร้างกำลังใจให้ตนเองจึงเป็นภารกิจของคนที่มีจิตใจเป็นมนุษย์  คนที่มีจิตใจเป็นแค่คนก็จะวนเวียนอยู่กับการหมดกำลัง  ท้อแท้  เพราะคำว่า  “คน”  ก็คือ “วนไปวนมา”  เมื่อเราอยากเป็นมนุษย์ที่พร้อมจะก้าวพ้นไปจากทุกข์จึงควรก้าวพ้นให้ไปจากคำว่า  “คน”  ไปสู่ความเป็น
   Never-Give-Up “มนุษย์”  ด้วย  เพราะเหตุที่เคยเรียนให้ทราบหลายครั้งแล้วว่า  “มนุษย์”  นั้นคือคนที่มีจิตใจสูง  จิตใจสูงประการหนึ่งที่เราควรสร้างขึ้นให้ตนเองก็คือ  “กำลังใจ”  ถ้ามัวท้อแท้  หมดหวัง  ไร้กำลังใจจนเกิดทุกข์เมื่อไรก็เท่ากับว่า  เราสู้สัตว์บางชนิดไม่ได้  ท่านคงเคยได้ยินเพลงเพลงหนึ่งที่บกว่า “ขออย่ายอมแพ้  อย่าอ่อนแอแม้จะร้องไห้  จงลุกขึ้นสู้ใหม่ อย่าหวั่นไหวแม้ไกลเกินจริง.......”ฟังแต่ท่อนนี้แล้วก็ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจ  พร้อมที่จะให้อภัยแก่ตนเองที่บางครั้งรู้สึกว่ากล่าวโทษตนเองว่าอ่อนแอ  ไม่พร้อมที่จะสู้งานหนัก  การรับคำเตือนที่เป็นประโยชน์ อ่านเรื่องที่จะเสริมสร้างกำลังใจ  ฟังแนวคิดจากนักสร้างทั้งหลายก็เป็นสิ่งหนึ่งควรทำ  เพื่อให้ตนเองมีกำลังใจที่จะทำงานและอยู่ในสังคมอย่างมีความหวังต่อไป
เรื่องกำลังใจนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก  เพราะทำให้คนประสบความสำเร็จ  ได้รับชัยชนะจากปัญหา  อุปสรรคมามากมาย  และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกำลังใจให้ฟังเป็นจำนวนมากเช่น  กัน  เช่นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ  
    เรื่องมีอยู่ว่า  ในสมัยโบราณได้มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารเวียดนาม  ระหว่างการสู้รบกันนั้น  ทหารไทยนายหนึ่งได้พลัดหลงไปเข้าไปในวงล้อมของทหารเวียดนาม  ทหารเวียดนามหลายคนได้ใช้ดาบเข้าตะลุมบอนเขา  เขาก็สู้อย่างสุดชีวิต  ขณะที่เขากำลังเพลี้ยงพล้ำและล้มลงนั้น  มือเขาก็คว้าไปจับได้วัตถุอย่างหนึ่ง  เขาเชื่อว่าเป็นพระ  จึงจับโยนเข้าในปากอมไว้  พลันเขาก็เกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างมากมาย  วัตถุที่อยู่ในปากเขานั้นก็ดิ้นขลุกขลัก  เหมือนกับให้กำลังใจเขา  ด้วยการมีกำลังใจมากนั้นเองจึงทำให้เขาเหมือนมีพลังพิเศษ  เขาลุกขึ้นมาควงดาบตวัดใส่ศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว  เขาคนเดียวแต่เหมือนมีคนเป็นสิบ  ทหารเวียดนามจำนวน   ๑๐  คนจึงสู้เขาไม่ได้  ทหารเวียดนามเห็นความกล้าหาญของเขาจึงล่าถอยไป  ในที่สุดเขาก็เป็นผู้ชนะ  เมื่อทำทหารเวียดนามถอยไปแล้ว  เขาก็คายพระออกมาดู  ปรากฏว่ากลับเป็นเพียงเขียดน้อยเท่านั้นเอง  หาใช่พระอะไรไม่  แต่เขียดน้อยที่เขาเชื่อว่าเป็นพระนั้นก็ให้กำลังใจเขาอย่างมหาศาล  ด้วยกำลังใจของเขานั้นเองจึงทำให้เขาประสบความสำเร็จ  ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น  และมีความสุขในชีวิตต่อมา
    ๒.  ปลุกเร้าความกล้า  ความกล้าจะไล่ความกลัวออกจากใจ  คำว่ากล้าในที่นี่ไม่ใช่กล้าแบบบ้าบิ่น  แต่กล้าด้วยเหตุผล  กล้าในสิ่งที่เหมาะสม  กล้าในสิ่งที่ควรกล้า  เช่น  เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านใดด้านหนึ่งก็พร้อมที่จะนำหมู่คณะไปสู้เป้าหมายที่ต้องการได้  ไม่หวั่นไหวในปัญหาและอุปสรรคนานาที่จะตามมา  เรื่องเล่าเกี่ยวกับความกล้าก็มีให้ได้ยินมากมาย  การปลุกเร้าใจให้เกิดความกล้านั้นส่วนใหญ่คนเรามักถูกคนอื่นเป็นคนปลุกเร้าใจเราให้กล้า  เช่น  การที่ทหารกล้าออกรบ  นักดิ่งพสุธาก็มักจะมีคนอื่นคอยปลุกเร้าใจคนเกิดความกล้า  หรือแม้แต่กลุ่มคนที่เดินขบวนเพื่อขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ  ก็มักได้รับการปลุกเร้าจากนักปลุกระดม  ซึ่งความกล้าอย่างนั้นไม่ถือว่าเป็นความกล้าที่เหมาะสม  เพราะเป็นสิ่งที่มาจากปัจจัยภายนอก  สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือความกล้าที่มาจากปัจจัยภายในของเราเอง  เป็นความกล้าที่เราปลุกเร้าใจของเราไม่เองไม่ให้เกรงกลัวจนเกิดปัญหา  หากเรามีความกล้าเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคได้แล้วเราก็จะเดินทางสู่ความสุขของชีวิตได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย
   BelieveMe ๓.  ความเชื่อมั่นให้มีในตนเอง  ความเชื่อมั่นในตนเองคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จและความสุขในชีวิตได้  แม้เราจะเจอปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง  แต่หากเราขาดความเชื่อมั่น  เราก็จะไม่อาจก้าวพ้นความน้อยเนื้อต่ำใจไปได้  ความเชื่อมั่นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนเพียบพร้อมทุกอย่างอันใด  ผู้นำที่พาพรรคพวกบริวารก้าวสู่แนวหน้าของกลุ่ม  องค์กรส่วนหนึ่งก็มาจากความเชื่อมั่นในตนเองนั่นเอง  การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง  นอกจากเราจะเป็นคนที่มีความรู้มีข้อมูลในเรื่องนั้น ๆ ดีแล้ว  เรายังควรฝึกเป็นคนมองโลกในแง่ดี  มองสรรพสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติซึ่งมีทั้งความขัดแย้งและการลงตัว  เพราะในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์ที่สุดและเลวที่สุด  เมื่อฝึกเป็นคนมองโลกอย่างได้แล้ว  เราก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้  ความสุขก็จะมาเยือนเราได้
    ๔.  อย่าคิดว่าตนเองแย่  โลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค  เราไม่ควรคิดว่าเราแย่ที่สุด  เรามีปัญหามากที่สุด  หากแต่ควรคิดว่าเราคือคนที่มีดี  เราคือคนหนึ่งที่มีความสำคัญ  เราไม่แย่อะไรเลย  ถ้าเราสร้างนิยายน้ำเน่า  นิทานยอดแย่  สร้างจินตนาการแห่งความแย่ให้ตนเอง  เราก็จะพบแต่ความแย่อยู่ร่ำไป  ผู้รู้ให้ข้อคิดว่า  หากวันใดที่เรารู้สึกเราไม่ดีเอาเลย  มีความคิดที่แย่  เรามีปัญหาทางใจ  เรารู้สึกผิดหวังกับสิ่งต่าง ๆ จนรู้สึกว่าแย่  ขอให้พิจารณาถึงคนที่เขาแย่กว่าเรา  ไม่ว่าจะเป็นคนขอทาน  คนพิการ  คนที่ทุกข์ลำบากยากจนกว่าเรา  หรือให้คิดถึงสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ  มีสุนัขข้างถนนเป็นต้นที่มันโดนรถเฉี่ยวชน มันก็พยายามประคองตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด  มันไม่มีคนช่วยเหลือ  ไม่มีเจ้าของดูแล  แม้แต่ขาหลัง ๒ ข้างของมันหัก  พิการใช้ไม่ได้  มันก็พยายามลากขาไปเพื่อหาอาหาร  และเพื่อให้รอดพ้นจากรถที่วิ่งไปมา  แล้วท่านที่เป็นคนที่มีทุกอย่างพร้อม  มีอวัยวะครบล่ะ  จะปล่อยให้ความแย่มาย่ำยีตนเองได้อย่างไร  คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะไม่มีคำว่า  “แย่”  ในความคิดของเขา  เขาจะพยายามเอาชนะคำว่แย่อย่าเด็ดขาด  จะไม่ให้คำนี้เข้ามาย่ำยีกับจิตใจเป็นอันขาด  อันที่จริงคนไทยเรานั้นเราอยู่ในสภาพที่พร้อมบูรณ์หลายอย่าง  ประเทศเราเป็นประเทศกสิกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์  อากาศก็ดี  เราไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป  เราจึงไม่ควรมีคำว่าแย่ในชีวิต  เพราะทุกอนูของประเทศเราสามารถไปดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขได้  ยิ่งเรามีพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ  มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจแล้ว  เรายังมาบอกว่าเราแย่มากจนถึงกับหมกมุ่นอยู่กับความทุกข์  จะกล่าวว่าเราเป็นคนดี  เป็นคนสู้  คนมุมานะได้อย่างไร  ดังนั้นคำว่า  “แย่”  จงปล่อยมันหายไปกับสายลมแสงแดดเสียเถิด  อย่าให้มันพัดพานมาข้องแวะกับจิตใจของท่านเลย  เพราะความแย่คือสิ่งที่จะมากัดกร่อนจิตใจของเราให้เกิดความทุกข์ได้  ดังนั้นหากจะไขว่คว้าหาความสุขควรสลัดคำว่า  “แย่”  ออกไปจากจิตใจให้ได้
    ๕.  อย่าคิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญ  ความสำคัญเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างและกำหนดมันขึ้นมาด้วยตัวของเราเองได้  คนส่วนหนึ่งที่อาจมีฐานะทางสังคมไม่ดีนัก  แต่ก็ไม่ควรคิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญอันใด  เพราะความจริงคนทุกคนมีความสำคัญทั้งนั้น  หากเราพิจารณาให้ดีคนทุกคนจะมีความสำคัญไม่ได้แตกต่างกัน  เพราะความสำคัญของคนไม่ได้อยู่ที่ฐานะร่ำรวย  หรือยากจนอันใด  หากแต่อยู่ที่เรากำหนดค่าของเราต่างหาก  ยิ่งตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว ความสำคัญของตนจะอยู่ที่พฤติกรรม  การกระทำของคนนั้น ๆ ต่างrich2หาก  เมื่อเราทำดี  ประพฤติดี แม้จะยากจนก็ถือว่าเรามีความสำคัญแล้ว  ไม่จำเป็นต้องให้ใครมากำหนดค่า  ความสำคัญให้เรา  แม้สังคมวัตถุนิยมจะกำหนดค่าและความสำคัญของคนอยู่ที่ฐานะ  ความร่ำรวย  แต่เราก็ไม่ควรไปใส่ใจกับการกำหนดค่าความสำคัญของโลกวัตถุนิยมเช่นนั้น  เพราะในโลกแห่งคุณธรรมแล้วจะถือเอาคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์  คือศีลธรรมเป็นหลัก  หากเราเชื่อว่าเรามีความดีพอ  เราไม่ไปสร้างความเสียหายให้แก่ใคร  ก็ถือว่าเรามีความสำคัญแล้ว  นั่นคือความดีที่เราควรภูมิใจ  อันเรื่องความสำคัญของตนเองนั้นหากเราศึกษาศาสนาพุทธให้เข้าใจแล้วเราจะมีกำลังใจมาก  เพราะศาสนามุ่งสอนว่าคนเราทุกคนเกิดมามีความสำคัญมาก  ไม่มีใครไม่มีความสำคัญ  เพราะความสำคัญนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครไหนอื่น  แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง  เราเป็นคนกำหนดความสำคัญให้ตนเอง  ค่าความสำคัญทั้งหลายทั้งปวงนั้นอยู่ที่เราเป็นผู้กำหนดเอง  ซึ่งตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า  “ตนเองเป็นที่พึ่งของตน”  การที่ใครต่อใครไปยกย่องใครให้สำคัญอย่างไรนั้นมันเป็นเรื่องของโลก  เป็นเรื่องอุปโลกน์กันขึ้นมา  แท้จริงนั้นค่าของคนอยู่ที่  “คุณค่า”  ของคนคนนั้นที่เขาเป็นเจ้าของสร้างค่าและคุณของตนเองขึ้นมา  เมื่อสร้างค่าและคุณของตนเองขึ้นมาแล้ว  จึงเท่ากับตนเองได้กำหนดคุณค่าของตนเองได้แล้ว แม้ใครจะประณามว่า  “ท่านไม่มีค่า”  ก็หาได้ลดค่าตามที่เขากำหนดไม่  แต่สังคมที่ไม่เข้าใจคำว่า  “คุณค่า”  อย่างทุกวันนี้จึงทำให้คนเราคิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญ  อันที่จริงนั้นศาสนาพุทธสอนว่าแม้จะเป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  มีเงินมากมายเพียงหรือแม้แต่เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็หามีคุณค่าไม่หากไม่มีคุณธรรม  ไม่มีคุณงามความดี  สร้างความทุกข์  สร้างปัญหาให้สังคม  ประเทศชาติ  ดังนั้นแม้เราจะยากจน  ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัว  แต่เราได้สร้างคุณงามความดีให้ตนเองและคนอื่นก็เท่ากับเราได้สร้างความสำคัญให้ตนเองแล้ว  พระองค์ทรงยกตัวอย่างพระองค์เป็นสำคัญ  กล่าวคือครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายอยู่นั้น  แม้จะมีพระราชทรัพย์สมบัติมากมาย  อยู่อย่างสุขสบายแต่พระองค์ก็ยังทรงเห็นว่า  “ไม่มีความสำคัญ”  อันใด  ต่อเมื่อได้สละออกจากพระราชวังมาทรงอาศัยตนเอง  และได้ทรงกระทำตนเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์แล้วนั่นแหละ  พระองค์จึงทรงบอกว่าพระองค์ทรงมีความสำคัญ  แม้จะทรงไม่มีทรัพย์สินสมบัติอะไรเลย  แต่ทรัพย์ที่พระองค์ทรงมีก็คือคุณค่าความดีที่มีในพระองค์นั่นเอง  ดังนั้นความสำคัญของคนเราจึงอยู่ที่ว่าเราได้ทำดีเพื่อตนเองและคนอื่นแล้วหรือยัง  หากได้ทำแล้วก็อย่าได้วิตกว่าเราไม่มีความสำคัญเป็นอันขาด  เพราะหาไม่แล้วก็จะเป็นเครื่องบั่นทอนกำลังใจให้ตนเองเป็นทุกข์เปล่า ๆ
    ๖.  อย่าคิดว่าตนเองทำไม่ได้  เมื่อมีงานหรือกิจกรรมให้รับผิดชอบหรือต้องอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว  มักจะมีความคิด  ข้อสงสัยเกิดขึ้นในใจของคนเราเสมอนั้นก็คือ  “เราจะทำสิ่งนั้นได้ไหม”  “เราคงทำสิ่งนั้นไม่ได้แน่”  ควรคิดที่เกิดกับจิตอย่างนี้คือความคิดที่เป็นลบ เป็นหลุมดำของตนเองที่ควรขจัดให้หมดไป  หาไม่แล้วก็จะบั่นทอนความกล้า  ความสามารถ  ศักยภาพของตนเองที่มีอยู่ให้ลดน้อยลงไป  จนไม่อาจทำงานนั้นให้สำเร็จได้  และจะเป็นทางทอดสู่ความน้อยค่าของตนเองได้ด้วย  ดังนั้นอย่าได้คิดว่าตนเองทำไม่ได้  ให้ท่องคำว่า  “เราทำได้”  ไว้ก่อน  ให้คิดดูว่าเครื่องบิน  ไฟฟ้า  เครื่องขยายเสียงล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลจากคนธรรมดาที่เชื่อมั่นว่าตนเอง “ทำได้”  ทั้งนั้น  ถ้าเขาคิดว่าเขา  “ทำไม่ได้”  โลกเราก็จะไม่มีไฟฟ้า  ไม่มีเครื่องบินและเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ใช้เป็นแน่  ดังนั้นงาน  กิจการ  สิ่งที่เราต้องทำหรืองานที่ได้รับมอบหมายต่าง  ๆให้เราคิดเสมอว่า  “เราก็ทำได้”  หรือ  “น่าจะทำได้”  คนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักประมาทตนเองว่า ลดค่าตนเองด้วยการบอกว่า  “เราทำไม่ได้” เราไม่มีความสามารถ” ทั้ง ๆ ที่เราก็สามารถที่จะทำได้  ยิ่งร้ายกว่านั้นบางคนยังไม่ได้ลงมือเลย  พอพูดถึงเรื่องนั้น ๆ บอกว่า  “ทำไม่ได้”  แล้ว  จึงเป็นการปิดโอกาสของตนเองอย่างสิ้นเชิง  
   mistake ท่านอาจคิดว่า  คนเรามีศักยภาพต่างกัน  การบอกตนเองว่า “ทำไม่ได้”  นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  เพราะแต่ละคนย่อมรู้ศักยภาพของตนเองดี อันนี้ผู้เขียนไม่เถียงหากเราได้พิจารณาอย่างรอบคอบ  และไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าเราทำไม่ได้จริง ๆ แต่หากเจองานแล้วก็ท้อทันทีทั้ง ๆที่ยังไม่ได้ใช้ความคิด  พิจารณาให้รอบคอบหรือยังไม่ได้ลองทำเลย  เพราะมีคนเป็นจำนวนมาที่ทิ้งงานหรือละเลยภาระ ปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบไปเพียงเพราะความไม่เอาถ่านของตนเอง  ซึ่งในสังคมไทยมีเป็นจำนวนมาก  ประเภททิ้งภาระให้คนอื่น  ดังนั้นจึงมีเปรียบเทียบให้เจ็บใจว่า        “คนญี่ปุ่น  ๑  คน  มีศักยภาพทำงานเท่ากับคนไทย  ๕  คน”  เหตุผลของคนที่พูดเช่นนี้  เขาบอกว่าประการแรกเลยคือ ชาวญี่ปุ่นเขาจะมีคติชีวิตว่า  “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่คนญี่ปุ่นจะทำไม่ได้”  ด้วยคติชีวิตหรือคำคม  ความคิดนี้นี่เองเป็นแรงกระตุ้นและจุดประกายให้เขาคิดสู้งานทุกอย่าง  งานของเขาจึงประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่  และมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้วย  หากคนในชาติมัวแต่คิดประมาทตัวเองว่า  “ทำไม่ได้”  แล้ว  ย่อมมีทั้งต่อตนเอง  สังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย  ดังนั้นหากอยากพ้นจากหลุมบ่อของความทุกข์  ส่วนหนึ่งก็ต้องสลัดความคิดที่ว่า “เราทำไม่ได้”  “เราไม่มีความสามารถ”  ออกไปจากจิตใจตนเองให้ได้ก่อน
    ๗.  อย่าคิดว่าตนเองไร้ค่า  ความคิดที่กัดกร่อนความสามารถ  ลดศักยภาพ  ประสิทธิภาพของตนเองที่ทุกคนได้รับมาจากธรรมชาติ(ศาสนาบางศาสนาเรียกว่าพระเจ้า)นั้นก็คือความคิดที่ว่าตนเอง  “ไม่มีค่า”  หรือ  “มีค่าไม่เพียงพอ”  ต่อสิ่งนั้น ๆ บางคนแย่ไปกว่านั้น เพราะคิดเลยไปถึงกับว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  เอาเลยทีเดียว  ความคิดเช่นนี้คือความคิดที่ติดลบ  ความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง  ต่อการทำงาน  เพราะเป็นการลงโทษตนเอง  และปิดโอกาสตนเองอย่างน่าละอายยิ่ง  คนเรานั้นแม้จะมีความสามารถจำกัด  แต่เราไม่น้อยไร้ค่า  ทุกคนมีค่าในตนเอง  อย่างน้อยก็มีค่าในความเป็นคน  มีความเป็นคนอยู่ในตัวเองอยู่แล้วทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย  ดังนั้นคำว่า “ไร้ค่า”  จึงไม่ควรคิดและนำมาใช้กับตนเอง  เหตุที่ต้องเขียนถึงในเรื่องนี้  เพราะมีคนเป็นจำนวนมากที่มีความในแง่ลบ  ลงโทษตนเองว่าตนเองไร้ค่า  ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งต่อตนเองและสังคมโดยรวม  เพราะคนที่มีความคิดลักษณะนี้มักจะเป็นคนที่ก่อสิ่งที่ไม่ดีให้ตนเอง ครอบครัว  คนรอบข้างและสังคม กล่าวคือเขาจะกล้าทำลายตนเอง  ประชดสังคมด้วยการทำสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เช่น  ดื่มเหล้า  เที่ยวเตร่  ก่อเรื่องร้าย  ก่ออาชญากรรมต่าง ๆ เพราะคิดว่าตนเองอยู่ไปก็budhha1ไร้ค่า  และในที่สุดถึงกับทำอัตวินิบาตกรรม ดังนั้นหากเราอยากจะอยู่ในสังคม  โลกนี้อย่างมีความสุขก็อย่าได้คิดว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  เป็นอันขาด  เพราะทุกศาสนาจะสอนในเรื่อง  “คุณค่าของตนเอง”  ไว้อย่างมาก  ยิ่งศาสนาพุทธยิ่งสอนอย่างชัดเจนในเรื่อง  “คุณค่าของการเกิดมาเป็นคน”  โดยพระพุทธศาสนานั้นสอนว่า  การเกิดมาเป็นคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก  เพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะไปเกิดเป็นสัตว์  ไปเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่คน  การเกิดมาเป็นคนได้นั้นต้องผ่านขั้นตอนการเป็นสัตว์ต่าง ๆ มามากแล้ว  หรือผ่านการใช้กรรมในร่างของสัตว์ต่าง ๆ มาไม่รู้กี่หมื่นกี่ล้านชาติ  ดังนั้นเมื่อเราเกิดมาเป็นคนแล้วก็ควรที่จะให้รู้ค่าราคาคน ไม่ใช่ไปทึกทักหรือบอกตนเองว่าไร้ค่า  ยิ่งกว่านั้นศาสนาพุทธยังสอนว่า  เป็นเรื่องที่ยากมากเมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วได้พบพระพุทธศาสนา  ดังนั้นหากท่านเป็นชาวพุทธขอให้คิดด้วยว่า  “ท่านมีค่ามากในการเกิดมาเป็นคนและได้พบพระพุทธศาสนา”  ศาสนาอื่น ๆ ก็เช่นกันที่สอนให้คนเราอย่าลงโทษตนเองด้วยการประณามว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือและดูแลมนุษย์ทุกผู้  พระองค์จะทรงสถิตอยู่เคียงข้างของทุกคน  พระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน  ดังนั้นอย่าได้คิดว่าตนเอง  “ไร้ค่า”  เป็นอันขาด  หากยังคิดว่าตนเองไร้ค่าแล้ว  โอกาสที่จะพบความสำเร็จและความสุขในชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  ให้คิดเสมอว่า  “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
    ๘.  อย่าคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ  เรื่องความสามารถของคนเรานั้น  โดยธรรมชาติแล้วอาจมีแตกต่างกันไป  แต่เราก็ไม่ควรกำหนดค่าความสามารถของตนเองให้ต่ำนัก  เพราะหากกำหนดให้ต่ำแล้วก็จะเป็นอุปสรรคขัดขวางความสามารถแท้  ศักยภาพจริงที่เรามีอยู่ให้ลดลงไปหรือเป็นเหตุให้ความสามารถจริงของเราถูกบดบัง  มีนักจิตวิทยาด้านการทำงานบอกว่าคนไทยส่วนหนึ่งไม่ได้ดึงเอาความสามารถที่มีในตนออกมาใช้ในการทำงานอย่างเต็มที่  จึงทำให้การงานไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย  เจ้านายหรือเจ้าของกิจการบางจึงบ่นว่าลูกน้องทำงานไม่เต็มตามความสามารถ       ไม่สมกับค่าจ้าง  การทำงานไม่เต็มความสามารถคือการคอรัปชั่นประการหนึ่ง  ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “อู้”  งานไม่ “อึด”  เจ้าของกิจการทุกคนจะชื่นชอบคนที่ทำงาน  “อึด”  หากเรา  “อู้”  ก็จะทำให้ทำงานไม่ได้เต็มที่  ผลงานออกมาไม่ดี  แม้จะเสร็จตามเป้าหมายแต่ไม่ดี  ไม่เต็มตามเป้าหมาย  ดังนั้นจึงหน่วยงานราชการต่าง ๆ จึงคิดหาคำที่จะปลุกใจให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน  สำนักงานของตนงานให้เต็มตามศักยภาพ  เกิดผลงานที่สร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล  เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป  จึงมีคำขวัญว่า  “ทำงานให้เต็มที่  เต็มใจ  เต็มเวลาและเต็มความสามารถ”  เราต้องยอมรับว่าการวัดความสามารถของคนเรานั้นสามารถวัดได้หลายด้าน  ทั้งด้านนามธรรมและรูปธรรม  นามธรรมก็ด้านจิตใจ  ความรู้  ความสามารถทางการคิด  ออกแบบ  ทักษะการคิดสร้างสรรค์  จินตนาการ  และคุณธรรมเบื้องต้นที่เราพึงมี  ส่วนด้านรูปธรรมก็ได้แก่การทำงาน  การใช้แรงงานเพื่อสร้างงาน  การทุ่มเทเพื่อให้เกิดผลงาน  คนที่มีความสามารถและใช้ความสามารถให้เต็มตามศักยภาพจึงสามารถวัดได้ตามงานที่ให้ทำ  จึงมีว่าแต่ละหน่วยงานนั้นจะบำเหน็จความดีความชอบให้พนักงานด้วยผลงาน  ความสามารถทั้งรูปธรรมอันมีผลงานที่เป็นประจักษ์กับคุณความดีที่มีในตนและส่งต่อผลงานโดยรวมด้วย  ท่านคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า  “นายนี้หนึ่งคนสามารถทำงานได้เท่ากับนายนั้นสองคน”  คนที่ทำงานในลักษณะนี้  ได้ผลเช่นนั้นย่อมเป็นที่ต้องการของเพื่อนร่วมงาน  เจ้านาย  ขอให้ท่านทำงานให้เต็มความสามารถ  และอย่าได้คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ  ตนเองมีความสามารถไม่เพียงพอก็แล้วกัน  ให้ท่องคาถามในใจว่า  “ฉันสามารถทำได้เหมือนกัน”  แล้วเราก็จะผ่อนคลายความทุกข์  ความกังวลในใจไปได้
    times2๙.  อย่าคิดว่าไม่มีเวลา  เรื่องเวลาหรือการบริการเวลาก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรให้ความเอาใจใส่  เพราะเวลาเป็นสิ่งมีค่ายิ่งต่อการทำงานและต่อความเป็นอยู่ของชีวิต  หากเราให้เวลามาเป็นปัญหาและอุปสรรคในการทำงานก็จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตและก่อให้เกิดความทุกข์ตามมาได้  นักการทำงานที่ประสบความสำเร็จเขาจะเห็นความสำคัญของเวลามาก  ทุกเวลานาที่มีค่ายิ่ง  คติฝรั่งจึงมีว่า Time  is  the  money  คือเวลาเป็นเงินเป็นทอง  เขาจึงใช้เวลาทุกนาให้คุ้มค่า  มีประโยชน์  เป็นที่น่าเสียดายที่คนชอบแก้ตัวหรือคนประเภทไม่เอาถ่านมักบอกว่า  “ไม่มีเวลา”  “เวลาไม่พอ”  “เวลาหมดแล้ว”  เป็นเหตุให้ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย  คนประเภทนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เจริญ เพราะมักอ้างว่า  “ไม่มีเวลา”  หรือ  “เวลามีน้อย”  เพราะเขาปฏิเสธการหมุนไปของเวลา  เขาไม่ยอมรับหรือไม่เข้าใจว่าเวลานั้นหมุนไปอยู่ตลอดเวลา  เวลาไม่เคยหยุดหนึ่ง  ถึงจะเข้าใจ  ทราบชัดแต่ก็ไม่ทำตามจึงปล่อยให้มากัดกร่อนศักยภาพของตนเองลงไปอย่างน่าเสียดาย  ด้วยเหตุที่เวลาหมุนไปไม่คอยใครนี่เอง  นักคิดทางตะวันตกจึงประดิษฐ์คิดคำคมขึ้นมาปลุกใจว่า  Time  and  Tide  wait  fore  noman  แปลเวลาและกระแสน้ำไม่คอยใคร  วันนี้มีภาษาอังกฤษเข้ามาปะปนหลายคำ  ซึ่งความจริงก็พยายามหลีกเลี่ยงคำภาษาเหล่านี้  แต่ก็เลี่ยงไม่ได้  เพราะเป็นคำที่เกี่ยวโยงกับเรื่องที่เขียนจึงได้นำมาให้ปรากฏ  ณ  ที่นี่  ทางศาสนาพุทธก็ได้กล่าวถึงเวลาไว้มากมาย  พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งแปลได้ความว่า  “เวลาย่อมกัดกร่อนตัวมันเองและสรรพสัตว์ให้หมดไป”  นั่นหมายถึงเวลาได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  ได้หมุนทับตัวมันเองและสรรพสัตว์ให้หมดไปหรือตายไปตามกาลเวลา  หรือที่บอกว่า  “เวลาหมุนไปบัดนี้เธอกำลังอะไรอยู่  ดีหรือชั่ว”  ข้อนี้มีนัยบอกให้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านได้เราได้เตือนสติตนเองหรือไม่ว่าเรากำลังทำอะไร  ดีหรือชั่ว  หากเห็นว่าชั่วก็ละเสีย  หากรู้ว่าดีก็จะจงรีบทำ  ผู้ที่รู้ค่าของเวลาจึงพูดกับตนเองเสมอว่า  “ไม่มีเวลาที่จะเสียไปกับความไร้สาระอีกแล้ว”  นั่นก็คือเขาจะไม่ปล่อยเวลาให้ว่างประโยชน์ไปกับเรื่องไร้สาระ  ต่อคำพูดที่ว่า  “เราไม่มีเวลาทะเลาะกันอีกแล้ว”  จึงเป็นคำพูดที่ให้ข้อคิดที่ดี  สร้างสรรค์  จรรโลงใจ  ผู้เขียนรู้สึกชอบกับคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งที่บอกว่า  “คำว่าไม่มีเวลาอย่ามาพูดให้ฟัง  ให้ไปร้องอยู่บนขุนเขาให้ผีสางเทวดาฟัง  หรือไปร้องกลางทุ่งนาให้ควายฟัง  อาจารย์ไม่ยอมฟังคำนี้จากใคร”  ซึ่งแรก ๆ คิดรู้สึกเคืองที่อาจารย์ทำไมพูดแบบตัดช่องลูกศิษย์อย่างนี้  เมื่อเรียนกับท่านไปเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าคำพูดของท่านนั้นเป็นสิ่งมีค่าและเป็นสิ่งที่จะสร้างความสำเร็จให้คนtiredเรียนหนังสือและคนทำงานได้จริง ๆ เพราะผู้เขียนเองไม่ยอมทำตามคำพูดของท่าน  จึงทำให้งานส่งไม่ทัน  แม้ท่านจะไม่ตำหนิแต่เราก็รู้สึกระอายใจตนเองที่ทำงานไม่ทัน  อันเนื่องมาจากคำว่า  “ไม่มีเวลา”  ซึ่งเราจะอ้างไม่ได้เป็นอันขาด  นักทำงานที่ประสบความสำเร็จระดับอธิบดีคนหนึ่งบอกว่า  “คนเรามีเวลา  ๒๔  ชั่วโมงเท่ากัน  แต่ใครจะบริหารชั่วโมงที่  ๒๕ ได้เท่านั้น”  ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งต่อคำพูดนี้  เพราะคนเราหากรู้จักคุณค่าของเวลาแตกต่างกันแล้วก็จะทำงานสำเร็จในเวลาที่แตกต่างกันออกไป  นาย  ก  และนาย  ข  ทำงานสำเร็จเหมือนกัน  แต่ใช้เวลามากกว่า  กล่าวคือไม่ว่านาย  ก  หรือ  นาย  ข  ใช้เวลามากกว่าหากท่านเป็นคนเลือกทั้งสองเข้าทำงานในหน่วยงานของท่าน  ท่านย่อมเลือกคนที่ใช้เวลาน้อยกว่าเพราะจะได้ประหยัดเวลาในการทำงาน  สำหรับคนที่ใช้เวลามาก  หากร้ายกว่านั้นงานอาจไม่เรียบร้อย  ไม่มีประสิทธิภาพด้วยก็ยิ่งแย่ใหญ่  แต่หากงานเสร็จง่าย ไปตามเป้าและผลงานเนียน  ละเอียด  เรียบร้อย  ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว  ดีแล้ว  แน่แล้ว  ค่าของคนจึงอยู่ที่การบริหารเวลาและผลของงานด้วย
    ๑๐.  อย่าคิดว่าตนเองเหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หนาวนัก  หิวกระหายนัก  คำบ่นว่า  “เหนื่อยนัก       ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  แล้วไม่ทำงาน  อันนี้เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในคิหิปฏิบัติ  ในส่วนที่ว่าด้วยข้อไม่ควรปฏิบัติของฆราวาส  กล่าวคือฆราวาสที่ดี  ที่หวังความเจริญในชีวิตของตนเองไม่ควรกล่าวหรือบ่นด้วยคำอันจะนำมาซึ่งความท้อถอยนี้  หรือคำที่แสดงถึงความเป็นคนไม่ “อึด”  นี้เสีย  เพราะหากเราบ่นว่า  “เหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  แล้วเป็นเหตุไม่ทำงานก็จะทำให้เราท้อแท้  เหนื่อยหน่าย  ทำงานไม่สำเร็จ  การทำงานไม่สำเร็จเป็นเหตุให้คนเราเกิดทุกข์ได้  ดังนั้นคนที่เป็นนักทำงานจะสลัดคำที่จะปิดกั้นผลงานนั้นออกไปเสีย  ข้อนี้มีตัวอย่างให้ได้ยินมากมาย  เช่น  โทมัส  แอลวา  เอดิสัน  ที่ตั้งปฏิญาณว่า  ถ้างานไม่สำเร็จจะไม่ยอมกินข้าว  พระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตั้งปณิธานว่า “ถ้าไม่สำเร็จพระอรหันต์จะไม่ทรงลุกจากที่นั่งและไม่ฉันภัตตาหาร”  เป็นต้น  การไม่บ่นว่า “เหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  ถือเป็นการเอาชนะใจตนเอง อันจะนำความสุขมาให้เมื่อผลงานสำเร็จ  แม้เราจะต้องหนักบ้าง  หนักบ้าง  ร้อนบ้าง  กระหายหิวบ้าง  แต่ถ้าเราล่วงพ้นจากบ่วงบ่นนั้นได้แล้วเราก็จะมีความสุขได้  แต่ถ้าเรายังจมอยู่กับคำบ่นเบื่อให้กับตนเองเราก็จะจมอยู่ในปลักแห่งความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  อยากให้ท่านผู้อ่านยึดเอาผู้ที่กรำงานหนัก  มีมหาบุรุษที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้นเป็นประการแรก  ประการต่อมาก็ดูตัวอย่างชาวนาที่กรำงานหนักอยู่ในท้องนา  ที่ต้องอาบแดด  อาบฝน  ดูกรรมกรที่ทุ่มโถมแรงเพื่อภาระสร้างตึกใหญ่  ซึ่งเขาไม่มัวบ่นว่า  “เหนื่อยนัก  ร้อนนัก  หิวนัก  กระหายนัก”  แต่มุ่งสู้งานเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย  จากหยดเหยื่อจึงกลายเป็นรวงข้าวเต็มนา  จากแรงที่ทุ่มโถมจึงเกิดเป็นตึกใหญ่ให้คนได้อาศัย แม้คนสร้างจะไม่ได้อาศัย  ไม่เป็นเจ้าของแต่เขาก็มีความสุขเมื่อผลงานของคนเสร็จได้รับค่าจ้าง  เช่นเดียวกับชาวนาที่ทำงานหนักในท้องนาแล้วก็จะมีความสุขเมื่อผลิตผลออกมาเป็นรวงข้าวเต็มนา  ท่านก็เช่นกันท่านก็จะมีความสุขเมื่อได้งานที่ท่านทุ่มเทนั้นเสร็จออกมาเป็นรูปร่าง  ผลิตผลตามที่ต้องการ  “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” จึงเป็นมนต์ขลังที่ใช้ได้ทุกกาลเวลา

 

“ไม่วิตกกังวลจะพ้นทุกข์    อยากพบสุขตัดกังวลให้พ้นเสีย
ยังกังวลทุกข์ร้อนจนอ่อนเพลีย    จิตละเหี่ยหมดหวังเพราะกังวล
ถ้าใจยังกังวลไม่พ้นทุกข์    อยากพบสุขหลีกไปให้ห่างพ้น
ใจสบายใจจะสุขไม่ทุกข์ทน    ถ้าหากไม่กังวลในหัวใจ
ควรพอใจในตนเป็นคนแท้    ถ้าอ่อนแอจะกังวลกับตนได้
คิดเสียว่าอุปสรรคมากเพียงใด    ก็แก้ได้ด้วยใจไม่กังวล
ให้กำลังใจแก่ตนคือคนกล้า    พร้อมฟันฝ่าการเสียดแทงทุกแห่งหน
แบกภาระทุกทางอย่างแยบยล    ไม่สับสนหนทางที่สร้างทำ
ยิ้มกับงานทุกอย่างสร้างทางชอบ  เข้าก่อกอบทำกิจจิตสุขล้ำ
น้อมภาระสรรค์สร้างไปทางธรรม    เพื่อก่อกรรมนำสุขสู่ตัวตน”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
<สำลี  รักสุทธี>

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3