Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0
เพลง สระแอะ (ฉบับปรับปรุงใหม่)
คำร้อง-ทำนอง : สำลี รักสุทธี
ดนตรี : ปริยัติ นามสง่า
คาราโอเกะ : วีรศักดิ์ รักสุทธี (089-9429212)
เพลง ที่มาคูลี บอกเล่าความเป็นมาของชื่อเล่น "คูลี" ว่าเป็นมาอย่างไร
มาแล้วครับเพลง BBL หลังจากเกริ่นไว้เมื่อเห็นเพลงแรกออกไปปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของคุณครูทั่วประเทศ อีกเพลงหนึ่งกำลังติดตามมา คือ "๕ ขั้นตอนการ BBL" จากห้องบันทึกคูลี เรียบเรียงเสียงประสานโดย อ.ปริยัติ นามสง่า(ก๊อป) อ.หนุ่มไฟแรง จาก ม.ราชภัฎมหาสารคาม, กรุง (ลูกชาย) กีตาร์เสียงใส, ตัดต่อทำคาราโอเกะ (ครู Eddy) ลูกชาย และนักร้อง(ระดับรางวัลที่ ๑ ชุมทางเสียงทอง) คนเดียวกันครับ เชิญทัศนาและแชร์ตามสบายครับ
coverall ประกาศข่าวดี สำหรับครูที่ต้องการให้นักเรียนเก่ง อ่านออก เขียนได้ ผู้ปกครองที่อยากให้บุตรเก่ง เป็นอัจฉริยะ         ด้วยได้จัดทำสื่อขึ้นชุดหนึ่ง(ใหญ่)เพื่อแก้ปัญหาการอ่านและการเขียนให้เด็ก ตั้งแต่ระดับวัยเริ่มเรียนจนถึงชั้น ป. ๓ โดยได้ทดลองใช้กับนักเรียนในความรับผิดชอบและหลานมาแล้ว ผลปรากฏว่านักเรียนอ่านออกเขียนได้ทุกคน หลานสามารถอ่านออกตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ๔ เดือน ปัจจุบัน ๔ ขวบ อ่านได้คล่องในระดับ “เชี่ยวชาญ” สำหรับวัยของเขา         จุดประสงค์ เพราะรู้ว่า “ภาษาไทยคือหัวใจของการเรียนรู้” หากอ่านออก เขียนได้ก็จะทำให้เรียนวิชาอื่นเก่งไปด้วย ปัญหาที่พบคือนักเรียนไม่ชอบวิชาภาษาไทย ทั้งนี้เพราะไม่มีสื่อที่เร้าใจ สอดคล้องกับวัยและสมอง(Brain) ทำให้เด็กเบื่อ ไม่มีนิสัยรักการอ่าน  จึงได้จัดทำและพัฒนาให้สอดคล้องกับวัยและสมองของเด็กขึ้น ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้ อ่านข่าวต่อ...
banner seminar ขอเชิญร่วมอบรมสัมมนา "สอนอย่างไร ให้เด็กอ่านออก เขียนได้" (เป็นอัจฉริยะด้านภาษา อ่านได้ตั้งแต่วัยยังเด็ก)
บริษัท สำนักพิมพ์ พ.ศ. พัฒนา ร่วมกับ “ครูสำลี รักสุทธี” จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ โดยจัดอบรมสัมมนาการสร้างคนให้เก่ง ดี มีความเป็นอัจฉริยะ ใน วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อง ออดิทอเรียม ชั้น 1 อ่านข่าวต่อ...

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

ลดละทิฎฐิบ้างสิ จะมีสุข

sadness(ต่อจากตอนที่ 14)
ลดละ (ทิฎฐิ)  เรื่องความสุขความทุกข์  เป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึงยืดยาว  ว่ากันให้ละเอียด  เพราะมีเหตุปัจจัยที่ก่อเกิดสุขทุกข์ได้มากมาย มนุษย์และสรรพสัตว์เกิดมาต้องมีทุกข์อันนี้เป็นสัจธรรมตามคำสอนพุทธ  เมื่อมีเกิดก็ต้องมีทุกข์  ไม่อยากทุกข์ก็ไม่ต้องเกิด  เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้วจะมามัวพูด  เขียนเรื่องทำให้หนีทุกข์  เรื่องทำให้เกิดสุข  หนีทุกข์หาสุขกันอยู่ทำไม

  เพราะมันเป็นธรรมดาโลกอยู่แล้ว  เอาเวลาไปพูดถึงเรื่องอื่นไม่ดีกว่าหรือเป็นคำถามที่คนอาจถามและเป็นคำถามที่ผู้เขียนถามตัวเองและผู้อ่านเล่น ๆ อย่างนั้นแหละถึงข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้นและข้อสงสัยจะมีให้คิดแต่ก็ไม่ได้บั่นทอนความตั้งใจของผู้เขียนเลย  เพราะคนเรานั้นหากมีธรรมชาติที่จะแสวงหาคำตอบให้กับคนเองในประเด็นคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติ  และพร้อมพิสูจน์หลักสัจธรรมเสมอ  การที่เราจะนอนให้เหตุการณ์ที่เราอาจเลือกได้มากำหนดเราโดยไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยเป็นเรื่องที่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์มิใช่หรือ  ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อบอกให้ตนเองและผู้คนรู้ว่าควรทำอย่างนี้นะ  ควรเดินทางนี้นะจึงจะปลอดภัยหรือมีภัยน้อยกว่า  สะดวกกว่า  ถึงเป้าหมายเร็วกว่าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายและเสียเวลา  กลับจะมีค่ามากกว่าเสียอีก  มากกว่าที่จะปล่อยให้กาลเวลากัดกร่อนความเป็นมนุษย์  คุณค่าของความเป็นคนผู้มีอะไรดีกว่าสัตว์ให้ลดไปอย่างน้อยคุณค่า  ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงมุ่งหาคำตอบให้กับตนเองและผู้คนต่อไป  ตราบเท่าที่คนเรายังมีความทุกข์  คนเรายังแสวงหาสุข  “การเป็นไฟดวงเล็กในยามแสงสว่างมีน้อย  เป็นหิ่งห้อยในยามราตรี  ย่อมมีค่าสำหรับคนเดินทางเสมอ”  จึงภูมิใจในการทำหน้าที่นั้น
ครั้งที่แล้วได้พูดถึงเรื่อง  “อย่ายึดว่าเป็นตัวกูของกู”  ครั้งนี้จะขอพูดถึงการ  “ลดละทิฏฐิ”  ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับคำว่า  “ไม่ยึด”  แม้คำสองคำนี้จะมีความหมายคล้ายกันแต่ก็มีนัยยะที่แตกต่างกันบ้าง  สามารถนำอธิบาย  ลงรายละเอียดที่แผกแตกต่างกันไปในลักษณะคู่ขนานได้
การยึดว่าสิ่งนั้นสิ่งนั้นเป็นของกู  ตัวกู  พวกกู  เหล่าบริวารกูนั้นจะมีภาพฉายไปในทางสิทธิด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปธรรมและนามธรรม  หรือวัตถุกับคุณธรรมที่คนเรายังหลงใหลจนก่อให้เกิดทุกข์  ซึ่งผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นและเข้าใจว่าหากไม่ยึดแล้วก็จะเกิดสุขได้  แต่การลดละในที่จะกล่าวต่อไปนี้  เป็นการลดละที่เน้นในเรื่องนามธรรมหรือ  “จิต”  เป็นเป้าใหญ่ เนื่องเพราะคำสอนของศาสนาพุทธนั้นมุ่งเน้นในเรื่อง  “จิต”  เป็นสำคัญก่อน  หากจิตดี  กายก็จะดี  ซึ่งสอดคล้องกับหลักของวิทยาศาสตร์ที่บอกว่า  “จิตผ่องใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์”  ขณะเดียวกันร่างกายที่สมบูรณ์ย่อมส่งผลให้จิตใจแจ่มใสด้วย  ซึ่งตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า  “อโรคยา  ปรมา ลาภา”
sicknessคำว่า “อโรคยา”  คนส่วนใหญ่มักมองไปที่ร่างกาย  คือความไม่เป็นโรคทางกายเท่านั้น  แต่ “อโรคยา” ทางพุทธศาสนานั้นมุ่งมองไปที่จิตเป็นสำคัญด้วย  การ  “ยึดทิฏฐิ  และมากอัตตา” ก็คือการเป็นโรคประการหนึ่งของคนเราเช่นกัน  เรียกว่า  “โรคทิฎฐิ”  หรือ  “โรคทางความคิดความเชื่อ”  หรือจะเรียกว่า  “โรคเจ้าลัทธิความเชื่อ”  ก็ว่าได้  และโรคที่ยิ่งใหญ่ทำให้คนเกิดทุกข์อีกประการหนึ่งที่เป็นพี่น้องตระกูลเดียวกันก็คือ  “โรคอัตตา”  ที่เคยได้กล่าวไปแล้ว  ซึ่งโรคเหล่านี้คือที่มาของมีปัญหาและความทุกข์
“โรคทิฏฐิ”  นี้ร้ายนัก  ความวุ่นวายที่สังคมมีทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากทิฏฐิ  ส่วนเรื่องอัตตานั้นได้เขียนไว้แล้วครั้งหนึ่ง  คงกล่าวให้เห็นความเกี่ยวพันกันกับ  ทิฏฐิอีกครั้ง  เพื่อจะได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น  
ความจริงคำว่า  “ทิฏฐิ”  นั้นเป็นคำกลาง ๆ เพราะทิฏฐิแปลว่าความคิดเห็น ความเชื่อ  ความเข้าใจหรือมุมมองตามทัศนะของตน  และกลุ่มตน  ผู้ที่มีทิฏฐิลักษณะใดส่วนใหญ่มักมาจากกลุ่มคนที่มีความเชื่อใกล้เคียงกัน  ดังนั้นคำว่า  ทิฏฐิ  จึงมีต้นธารมาจากคนที่ถือทฤษฎีเดียวกันหรือเชื่อถือในลัทธิเดียวกัน  เช่นกลุ่มคนที่  อย่างเช่นกลุ่มคนที่เชื่อหรือมีทิฏฐิว่า  “เงินคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีความสุขได้”  มักเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม  ขณะที่กลุ่มคนที่เชื่อหรือมีทิฎฐิว่า  “การลดละ ปล่อยวางจนว่างเปล่า”  คือปัจจัยให้เกิดสุข  มักเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มจิตนิยมหรือไม่เน้นการบริโภค  ไม่เห่อเหิม  ไม่ฟุ่มเฟือย  แต่ปรารถนาที่จะอยู่อย่างสมถะ
ดังได้กล่าวแล้วว่า  “ทิฏฐิ”  นั้นเป็นคำกลาง ๆ ดังนั้นทิฎฐิจึงแบ่งออกไปได้หลายอย่างสุดแท้แต่จะนำคำใดไปไว้หน้า  เช่น  สัมมาทิฎฐิ  แปลว่ามีทัศนะหรือความเห็นที่ถูกตรงถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง  ไม่เขวไปจากหลักฐานและเหตุผลที่มีในเรื่องนั้น ๆ  ซึ่งตรงข้ามกันมิฎฉาทิฎฐิที่มีความเห็นผิดพร่องจากทำนองคลองธรรมหรือเห็นผิดจากสภาพเหตุผลและความเป็นจริง ส่วนทิฎฐิที่จะกล่าวในที่นี่และต้องการเน้นย้ำให้ท่านได้ศึกษา เรียนรู้ร่วมกันก็คือ  “สักกายทิฎฐิ”
“สักกายทิฏฐิ”  คือความคิด  ความเชื่อที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับกลุ่ม “อัตตา”  สักกายทิฎฐิอาจเรียกว่า  “อัตตาโต”  คิดว่าตนเองใหญ่ในถิ่นนี้หรือเป็นหนึ่งในปฐพีก็ได้  “โรคสักกายทิฎฐิ”  จึงเป็นปัจจัยให้เกิดการยึดว่า “กูแน่กูใหญ่กูเป็นหนึ่งกูไม่ยอมใคร”  อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาตามมามากมาย  ผู้ที่ต้องการจะพบความสุขในชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้าจะต้องศึกษา เรียนรู้  รู้เท่ารู้ทันในเรื่องทิฎฐิและสักกายทิฎฐิให้ได้และให้ดี  ถ้าไม่เข้าใจ  ไม่รู้เท่าทันมันแล้วก็จะไม่มีโอกาสพบสุขได้เลย  พบสุขก็เป็นสุขแบบจอมปลอม  เป็นสุขเทียม  ถึงจะแหกปากร้องว่าสุขแล้ว  พบแล้วความสุข  แต่คนที่เข้าใจเรื่องสักกายะก็จะมองว่าแท้จริงนั้นก็คือความทุกข์ของเจ้านั้นเอง  เพราะคนที่ร้องว่า  “สุขแล้วพบสุขแล้ว”  ถ้ายังไม่สลัดหลุดจากคำว่า  “สักกายทิฎฐิ”  นั้นก็คือกำลังจ่อมจมอยู่ในภวังค์แห่งทุกข์นั้นเอง
angrynessดังได้กล่าวแล้วแต่ต้นว่า  ชฎิล  ๓  พี่น้องที่ยอมละทิ้ง  “ทิฎฐิ”  “ทฤษฎี”  และ  “ลัทธิความเชื่อของตนเอง”  มาสยบยอม  หมอบราบคาบให้พระพุทธองค์  ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็ประกาศว่าหากเชื่อตามลัทธิ  ทิฎฐิ  ทฤษฎี ของตนแล้วจะมีความสุข  ทั้งชฎิลทั้ง  ๓  และสานุศิษย์ จึงต่างจ่อมจมอยู่กับความสุขที่ตนเองเชื่อว่ามี  แต่ผู้ที่ก้าวล่วงจาก  “สักกายทิฎฐิ”  อย่างพระพุทธเจ้าแล้วกลับทรงเห็นว่า  นั้นคือการจ่อมจมอยู่กับ “มิจฉาทิฎฐิ”  ที่ไม่ก้าวพ้นจากกองทุกข์  คือการหมกมุ่นอยู่กับความไร้แก่นสารของชีวิต  การไม่เห็น  ไม่รู้ทางออกของชีวิต  และที่สุดก็คือการจมอยู่ในภวังค์แห่งทุกข์นั่นเอง  
เหตุใดจึงกล่าวว่าคนที่บอกว่าตนเองได้พบสุขแล้ว  รู้ทางที่ทำให้ตนพ้นทุกข์แล้วหรือตนได้ทำดี  ปฏิบัติถูกตรงจนกลายหรือก่อตัวให้เกิดสุขได้แล้ว  คือคนที่ยังวนอยู่กับกองทุกข์  คำตอบก็คือแม้ว่าเราจะอวดอ้างว่าเราเป็นคนดี  เรามีศีลธรรม  เรามีความสุข  แต่มองให้ลึก  ให้รอบ  ให้เนียนลงสู่ก้นบึ้งแห่งอนูของจิตอันเป็นจุดเล็ก ๆ ที่นอนเนืองอยู่ในใจของเราแล้ว  ก็จะเห็นสักกายะติดอยู่ไม่ขาดสาย  เหมือนร่องน้ำที่ยังมีธารซึมไหล  เหมือนต้นไม้ที่ยังมียางมีเชื้อ
เรื่อง  “สักกายทิฎฐิ”  นี้  เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่คนทั่วไปมองข้าม  อันที่จริงอย่าว่าแต่คนธรรมดาทั่วไปเลย  แม้แต่พระที่เทศนาให้ชาวบ้านฟังปาว ๆ ออกอากาศทั้งวิทยุและโทรทัศน์มีคนนับถือทั่วบ้านทั่วเมือง  แต่เอาเข้าจริงก็ยังติดในเรื่อง  “สักกายทิฎฐิ”  ยังจ่อมจมอยู่กับกองทุกข์  ยังยึดติดว่า  “กูแน่  กูใหญ่  กูรอบรู้  กูเข้าถึง”  ไม่สามารถสลัดสักกายะออกได้  แม้จะชี้ทางสว่าง  บอกทางพ้นทุกข์ให้คนอื่น  คนที่เข้าใจในสักกายะก็ยังมองว่าทำได้แค่ปริยัติหรืออวดอ้างได้แค่ภาษาหรือวัจนะเท่านั้น  แต่เนื้อแท้แล้วยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏะแห่งสักกายะนั่นเอง  
การมีสักกายะหนัก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นเจ้าทฤษฎี  เจ้าลัทธิที่ไม่ยอมฟังใคร จะคิดอะไร จะทำอะไร จะพูดอะไรก็จะยึดตนเป็นที่ตั้ง  ถือตนเองเป็นใหญ่  ได้แต่สอนคนอื่น อวดตนอวดตัวเพื่อให้คนอื่นยอมรับนับถือว่าตนคือคนที่คิดดีแล้ว  ทำดีแล้ว  พูดดีแล้ว  สร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้มากแล้ว  พบความสุขแล้วจนสามารถชี้ทางสว่างให้คนอื่นได้แล้ว  เมื่อกลายเป็นเจ้าสักกายะเช่นนั้น  แทนที่จะมีความสุขกลับไม่ใช่  กลับมีทุกข์เป็นเพื่อนนอนเนืองอยู่ในจิตเสมอ  
เจ้าสักกายะนี้ร้ายนัก  ไม่เชื่อก็ลองไปคัดค้านคำสอนของเจ้าทฤษฎีหรือบรรดาผู้ที่พร่ำสอนคนอื่นปาว ๆ ดูเถอะ  แล้วจะทราบว่าส่วนใหญ่แล้วยิ่งมีความรู้มาก  สอนคนอื่นมาก  มีทฤษฎีดีมากยิ่งมีสักกายะมาก  คงไม่ถึงกับชี้หน้าด่าว่าเพื่อทดลองใจ  ทดสอบเพื่อดูจิตกันหรอก  เอาแค่ไม่เห็นด้วยกับคำสอนท่านก็แทบตั้งรับไม่ทัน  หรือไม่ก็อาจจะหลบหลีกกระโถนไม่ทันเอาก็ได้
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนของผู้เขียนเอง  ที่เขาไปกราบนมัสการพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่พอเอ๋ยชื่อแล้วทุกคนต้องทราบทันที  เพราะท่านมีชื่อเสียงมาก  เทศนาสั่งสอนผู้คนทั่วบ้านทั่วเมือง  แต่เราคงไม่เอ่ยให้ทราบหรอก  เพราะเกรงเจ้าสักกายะจะสำแดงอำนาจ  เอาเป็นว่าให้ท่านฟังเรื่องนี้เพื่อสื่อให้เห็นต้นเหตุแห่งทุกข์อย่างหนึ่ง ก็คือสักกายทิฎฐิ  นั่นเอง
prayerเรื่องมีอยู่ว่า  ณ  วัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมในป่าแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ    ยังมีนักบวชหนึ่งผู้หนึ่งที่มุ่งแสวงหาสัจจะแห่งชีวิต  ท่านมุ่งหน้าสู่โลกกว้างทางธรรม  เพียงแต่ว่าท่านยังต้องขวนขวาย  แสวงหาประสบการณ์ที่จะให้พ้นทุกข์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่  จึงมุ่งไปหาพระอาจารย์ชื่อดังที่เชื่อว่าจะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้  ท่านจึงดั้นด้นไปหา  เมื่อไปถึงแล้วท่านก็รวบรวมสติ  ความกล้าเข้าไปกราบอย่างนอบน้อม  แล้วรายงานตัวว่าเป็นใครมาจากที่ใด  เพียงท่านรู้ว่านักบวชหนุ่มนั้นมาจากสำนักที่ท่านไม่ชอบเท่านั้น  ท่านก็แสดงอาการกราดเกรี้ยว  ตบฝ่ามือลงพื้นแล้วบอกว่า  “อาตมาไม่อยากสนทนากับนักบวชสำนักนี้”  แล้วก็ลุกเดินจากที่นั่งไป  ทั้ง  ๆ  ที่ขณะนั้นมีญาติโยมคอยฟังธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก  ทุกคนต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่นึกว่าเจ้าทฤษฎีที่ใครต่อใครนับถือมาฟังเทศน์กันมากมายนั้นจะแสดงอาการเช่นนั้นกับนักบวชหนุ่มต่อหน้าผู้คนเป็นจำนวนมาก  
เหตุที่เป็นดังนั้นคงไม่ต้องอธิบายให้ยาก  ก็คือเจ้าสักกายะนั่นเองที่ทำให้ท่านเป็นเช่นนั้น  เพียงแต่ว่าทุกคนที่ไปกราบ  ยอมมอบนอบฟังอย่างราบคาบนั้นไม่มีใครคัดค้านคำสอนหรือไม่มีใครเคยแสดงอาการว่าไม่เห็นด้วยเท่านั้น  หากไม่เห็นด้วยเมื่อใดเจ้าสักกายะก็จะสำแดงออกมาทันทีนี้คือพิษภัยของสักกายทิฎฐิ  จึงไม่เชื่อว่าท่านที่เป็นนักพูด  นักปาฐก  นักภาษาที่เทศน์อยู่ปาว ๆ จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ดังคำสอน  อันนี้ไม่ใช่ผู้เขียนว่าไปเอง  แต่เป็นคำยืนยันของพระพุทธองค์ที่ทรงสั่งสอนพวกเรามาแต่บรรพกาลแล้ว  ดังนั้นจึงมีคนกล่าวกันมากว่าคนที่มีความรู้มากบางคนหาใช่ว่าจะมีความสุขกว่าคนที่ไม่มีความรู้ก็หาไม่  เพราะคนที่มีความรู้น้อย  ไม่มีสักกายะมากยอมให้ใครว่าอะไรก็ได้ตามใจชอบนั้นกลับเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขก็มีให้เห็นมากมาย  จึงสมควรที่เราจะต้องลด  ละสักกายทิฎฐิ  คือความคิด  ความเชื่อฝังใจว่าตนเองแน่  ตนเองใหญ่จนใครแตะไม่ได้ออกไปเสีย  จึงจะพบความสุขได้

“หากละสักกายทิฎฐิเสียได้    จะพาใจของเราไม่เศร้าหมอง
จะพบสุขสมหวังดังใจปอง    จะพบครองทางธรรมองค์สัมมา
สักกายทิฎฐิคือตัวร้าย        คอยทำลายผู้คนให้น้อยค่า
สักกายะจะหลงตนท้นอัตตา    จะนำพาให้ใจไม่ยอมคน
สักกายะจะยกตนขึ้นข่มท่าน    สักกายะจะพาพาลได้ทุกหน
หากลดได้ใจจะสุขไม่ทุกข์โศก    ดังชีวิตมีโชคโภคผล
สักกายะลดได้ให้มงคล    ควรฝึกฝนลดสักกายะจะดีเอย”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
<< สำลี  รักสุทธี >>

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3