Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users2
  • Active Guests2
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today49
  • Unique Visits Yesterday18
  • Visits This Week282
  • Visits Previous Week297
  • Total Articles214
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

ลดละทิฎฐิบ้างสิ จะมีสุข

sadness(ต่อจากตอนที่ 14)
ลดละ (ทิฎฐิ)  เรื่องความสุขความทุกข์  เป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึงยืดยาว  ว่ากันให้ละเอียด  เพราะมีเหตุปัจจัยที่ก่อเกิดสุขทุกข์ได้มากมาย มนุษย์และสรรพสัตว์เกิดมาต้องมีทุกข์อันนี้เป็นสัจธรรมตามคำสอนพุทธ  เมื่อมีเกิดก็ต้องมีทุกข์  ไม่อยากทุกข์ก็ไม่ต้องเกิด  เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้วจะมามัวพูด  เขียนเรื่องทำให้หนีทุกข์  เรื่องทำให้เกิดสุข  หนีทุกข์หาสุขกันอยู่ทำไม

  เพราะมันเป็นธรรมดาโลกอยู่แล้ว  เอาเวลาไปพูดถึงเรื่องอื่นไม่ดีกว่าหรือเป็นคำถามที่คนอาจถามและเป็นคำถามที่ผู้เขียนถามตัวเองและผู้อ่านเล่น ๆ อย่างนั้นแหละถึงข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้นและข้อสงสัยจะมีให้คิดแต่ก็ไม่ได้บั่นทอนความตั้งใจของผู้เขียนเลย  เพราะคนเรานั้นหากมีธรรมชาติที่จะแสวงหาคำตอบให้กับคนเองในประเด็นคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติ  และพร้อมพิสูจน์หลักสัจธรรมเสมอ  การที่เราจะนอนให้เหตุการณ์ที่เราอาจเลือกได้มากำหนดเราโดยไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยเป็นเรื่องที่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์มิใช่หรือ  ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อบอกให้ตนเองและผู้คนรู้ว่าควรทำอย่างนี้นะ  ควรเดินทางนี้นะจึงจะปลอดภัยหรือมีภัยน้อยกว่า  สะดวกกว่า  ถึงเป้าหมายเร็วกว่าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายและเสียเวลา  กลับจะมีค่ามากกว่าเสียอีก  มากกว่าที่จะปล่อยให้กาลเวลากัดกร่อนความเป็นมนุษย์  คุณค่าของความเป็นคนผู้มีอะไรดีกว่าสัตว์ให้ลดไปอย่างน้อยคุณค่า  ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงมุ่งหาคำตอบให้กับตนเองและผู้คนต่อไป  ตราบเท่าที่คนเรายังมีความทุกข์  คนเรายังแสวงหาสุข  “การเป็นไฟดวงเล็กในยามแสงสว่างมีน้อย  เป็นหิ่งห้อยในยามราตรี  ย่อมมีค่าสำหรับคนเดินทางเสมอ”  จึงภูมิใจในการทำหน้าที่นั้น
ครั้งที่แล้วได้พูดถึงเรื่อง  “อย่ายึดว่าเป็นตัวกูของกู”  ครั้งนี้จะขอพูดถึงการ  “ลดละทิฏฐิ”  ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับคำว่า  “ไม่ยึด”  แม้คำสองคำนี้จะมีความหมายคล้ายกันแต่ก็มีนัยยะที่แตกต่างกันบ้าง  สามารถนำอธิบาย  ลงรายละเอียดที่แผกแตกต่างกันไปในลักษณะคู่ขนานได้
การยึดว่าสิ่งนั้นสิ่งนั้นเป็นของกู  ตัวกู  พวกกู  เหล่าบริวารกูนั้นจะมีภาพฉายไปในทางสิทธิด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปธรรมและนามธรรม  หรือวัตถุกับคุณธรรมที่คนเรายังหลงใหลจนก่อให้เกิดทุกข์  ซึ่งผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นและเข้าใจว่าหากไม่ยึดแล้วก็จะเกิดสุขได้  แต่การลดละในที่จะกล่าวต่อไปนี้  เป็นการลดละที่เน้นในเรื่องนามธรรมหรือ  “จิต”  เป็นเป้าใหญ่ เนื่องเพราะคำสอนของศาสนาพุทธนั้นมุ่งเน้นในเรื่อง  “จิต”  เป็นสำคัญก่อน  หากจิตดี  กายก็จะดี  ซึ่งสอดคล้องกับหลักของวิทยาศาสตร์ที่บอกว่า  “จิตผ่องใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์”  ขณะเดียวกันร่างกายที่สมบูรณ์ย่อมส่งผลให้จิตใจแจ่มใสด้วย  ซึ่งตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า  “อโรคยา  ปรมา ลาภา”
sicknessคำว่า “อโรคยา”  คนส่วนใหญ่มักมองไปที่ร่างกาย  คือความไม่เป็นโรคทางกายเท่านั้น  แต่ “อโรคยา” ทางพุทธศาสนานั้นมุ่งมองไปที่จิตเป็นสำคัญด้วย  การ  “ยึดทิฏฐิ  และมากอัตตา” ก็คือการเป็นโรคประการหนึ่งของคนเราเช่นกัน  เรียกว่า  “โรคทิฎฐิ”  หรือ  “โรคทางความคิดความเชื่อ”  หรือจะเรียกว่า  “โรคเจ้าลัทธิความเชื่อ”  ก็ว่าได้  และโรคที่ยิ่งใหญ่ทำให้คนเกิดทุกข์อีกประการหนึ่งที่เป็นพี่น้องตระกูลเดียวกันก็คือ  “โรคอัตตา”  ที่เคยได้กล่าวไปแล้ว  ซึ่งโรคเหล่านี้คือที่มาของมีปัญหาและความทุกข์
“โรคทิฏฐิ”  นี้ร้ายนัก  ความวุ่นวายที่สังคมมีทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากทิฏฐิ  ส่วนเรื่องอัตตานั้นได้เขียนไว้แล้วครั้งหนึ่ง  คงกล่าวให้เห็นความเกี่ยวพันกันกับ  ทิฏฐิอีกครั้ง  เพื่อจะได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น  
ความจริงคำว่า  “ทิฏฐิ”  นั้นเป็นคำกลาง ๆ เพราะทิฏฐิแปลว่าความคิดเห็น ความเชื่อ  ความเข้าใจหรือมุมมองตามทัศนะของตน  และกลุ่มตน  ผู้ที่มีทิฏฐิลักษณะใดส่วนใหญ่มักมาจากกลุ่มคนที่มีความเชื่อใกล้เคียงกัน  ดังนั้นคำว่า  ทิฏฐิ  จึงมีต้นธารมาจากคนที่ถือทฤษฎีเดียวกันหรือเชื่อถือในลัทธิเดียวกัน  เช่นกลุ่มคนที่  อย่างเช่นกลุ่มคนที่เชื่อหรือมีทิฏฐิว่า  “เงินคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีความสุขได้”  มักเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม  ขณะที่กลุ่มคนที่เชื่อหรือมีทิฎฐิว่า  “การลดละ ปล่อยวางจนว่างเปล่า”  คือปัจจัยให้เกิดสุข  มักเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มจิตนิยมหรือไม่เน้นการบริโภค  ไม่เห่อเหิม  ไม่ฟุ่มเฟือย  แต่ปรารถนาที่จะอยู่อย่างสมถะ
ดังได้กล่าวแล้วว่า  “ทิฏฐิ”  นั้นเป็นคำกลาง ๆ ดังนั้นทิฎฐิจึงแบ่งออกไปได้หลายอย่างสุดแท้แต่จะนำคำใดไปไว้หน้า  เช่น  สัมมาทิฎฐิ  แปลว่ามีทัศนะหรือความเห็นที่ถูกตรงถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง  ไม่เขวไปจากหลักฐานและเหตุผลที่มีในเรื่องนั้น ๆ  ซึ่งตรงข้ามกันมิฎฉาทิฎฐิที่มีความเห็นผิดพร่องจากทำนองคลองธรรมหรือเห็นผิดจากสภาพเหตุผลและความเป็นจริง ส่วนทิฎฐิที่จะกล่าวในที่นี่และต้องการเน้นย้ำให้ท่านได้ศึกษา เรียนรู้ร่วมกันก็คือ  “สักกายทิฎฐิ”
“สักกายทิฏฐิ”  คือความคิด  ความเชื่อที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับกลุ่ม “อัตตา”  สักกายทิฎฐิอาจเรียกว่า  “อัตตาโต”  คิดว่าตนเองใหญ่ในถิ่นนี้หรือเป็นหนึ่งในปฐพีก็ได้  “โรคสักกายทิฎฐิ”  จึงเป็นปัจจัยให้เกิดการยึดว่า “กูแน่กูใหญ่กูเป็นหนึ่งกูไม่ยอมใคร”  อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาตามมามากมาย  ผู้ที่ต้องการจะพบความสุขในชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้าจะต้องศึกษา เรียนรู้  รู้เท่ารู้ทันในเรื่องทิฎฐิและสักกายทิฎฐิให้ได้และให้ดี  ถ้าไม่เข้าใจ  ไม่รู้เท่าทันมันแล้วก็จะไม่มีโอกาสพบสุขได้เลย  พบสุขก็เป็นสุขแบบจอมปลอม  เป็นสุขเทียม  ถึงจะแหกปากร้องว่าสุขแล้ว  พบแล้วความสุข  แต่คนที่เข้าใจเรื่องสักกายะก็จะมองว่าแท้จริงนั้นก็คือความทุกข์ของเจ้านั้นเอง  เพราะคนที่ร้องว่า  “สุขแล้วพบสุขแล้ว”  ถ้ายังไม่สลัดหลุดจากคำว่า  “สักกายทิฎฐิ”  นั้นก็คือกำลังจ่อมจมอยู่ในภวังค์แห่งทุกข์นั้นเอง
angrynessดังได้กล่าวแล้วแต่ต้นว่า  ชฎิล  ๓  พี่น้องที่ยอมละทิ้ง  “ทิฎฐิ”  “ทฤษฎี”  และ  “ลัทธิความเชื่อของตนเอง”  มาสยบยอม  หมอบราบคาบให้พระพุทธองค์  ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็ประกาศว่าหากเชื่อตามลัทธิ  ทิฎฐิ  ทฤษฎี ของตนแล้วจะมีความสุข  ทั้งชฎิลทั้ง  ๓  และสานุศิษย์ จึงต่างจ่อมจมอยู่กับความสุขที่ตนเองเชื่อว่ามี  แต่ผู้ที่ก้าวล่วงจาก  “สักกายทิฎฐิ”  อย่างพระพุทธเจ้าแล้วกลับทรงเห็นว่า  นั้นคือการจ่อมจมอยู่กับ “มิจฉาทิฎฐิ”  ที่ไม่ก้าวพ้นจากกองทุกข์  คือการหมกมุ่นอยู่กับความไร้แก่นสารของชีวิต  การไม่เห็น  ไม่รู้ทางออกของชีวิต  และที่สุดก็คือการจมอยู่ในภวังค์แห่งทุกข์นั่นเอง  
เหตุใดจึงกล่าวว่าคนที่บอกว่าตนเองได้พบสุขแล้ว  รู้ทางที่ทำให้ตนพ้นทุกข์แล้วหรือตนได้ทำดี  ปฏิบัติถูกตรงจนกลายหรือก่อตัวให้เกิดสุขได้แล้ว  คือคนที่ยังวนอยู่กับกองทุกข์  คำตอบก็คือแม้ว่าเราจะอวดอ้างว่าเราเป็นคนดี  เรามีศีลธรรม  เรามีความสุข  แต่มองให้ลึก  ให้รอบ  ให้เนียนลงสู่ก้นบึ้งแห่งอนูของจิตอันเป็นจุดเล็ก ๆ ที่นอนเนืองอยู่ในใจของเราแล้ว  ก็จะเห็นสักกายะติดอยู่ไม่ขาดสาย  เหมือนร่องน้ำที่ยังมีธารซึมไหล  เหมือนต้นไม้ที่ยังมียางมีเชื้อ
เรื่อง  “สักกายทิฎฐิ”  นี้  เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่คนทั่วไปมองข้าม  อันที่จริงอย่าว่าแต่คนธรรมดาทั่วไปเลย  แม้แต่พระที่เทศนาให้ชาวบ้านฟังปาว ๆ ออกอากาศทั้งวิทยุและโทรทัศน์มีคนนับถือทั่วบ้านทั่วเมือง  แต่เอาเข้าจริงก็ยังติดในเรื่อง  “สักกายทิฎฐิ”  ยังจ่อมจมอยู่กับกองทุกข์  ยังยึดติดว่า  “กูแน่  กูใหญ่  กูรอบรู้  กูเข้าถึง”  ไม่สามารถสลัดสักกายะออกได้  แม้จะชี้ทางสว่าง  บอกทางพ้นทุกข์ให้คนอื่น  คนที่เข้าใจในสักกายะก็ยังมองว่าทำได้แค่ปริยัติหรืออวดอ้างได้แค่ภาษาหรือวัจนะเท่านั้น  แต่เนื้อแท้แล้วยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏะแห่งสักกายะนั่นเอง  
การมีสักกายะหนัก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นเจ้าทฤษฎี  เจ้าลัทธิที่ไม่ยอมฟังใคร จะคิดอะไร จะทำอะไร จะพูดอะไรก็จะยึดตนเป็นที่ตั้ง  ถือตนเองเป็นใหญ่  ได้แต่สอนคนอื่น อวดตนอวดตัวเพื่อให้คนอื่นยอมรับนับถือว่าตนคือคนที่คิดดีแล้ว  ทำดีแล้ว  พูดดีแล้ว  สร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้มากแล้ว  พบความสุขแล้วจนสามารถชี้ทางสว่างให้คนอื่นได้แล้ว  เมื่อกลายเป็นเจ้าสักกายะเช่นนั้น  แทนที่จะมีความสุขกลับไม่ใช่  กลับมีทุกข์เป็นเพื่อนนอนเนืองอยู่ในจิตเสมอ  
เจ้าสักกายะนี้ร้ายนัก  ไม่เชื่อก็ลองไปคัดค้านคำสอนของเจ้าทฤษฎีหรือบรรดาผู้ที่พร่ำสอนคนอื่นปาว ๆ ดูเถอะ  แล้วจะทราบว่าส่วนใหญ่แล้วยิ่งมีความรู้มาก  สอนคนอื่นมาก  มีทฤษฎีดีมากยิ่งมีสักกายะมาก  คงไม่ถึงกับชี้หน้าด่าว่าเพื่อทดลองใจ  ทดสอบเพื่อดูจิตกันหรอก  เอาแค่ไม่เห็นด้วยกับคำสอนท่านก็แทบตั้งรับไม่ทัน  หรือไม่ก็อาจจะหลบหลีกกระโถนไม่ทันเอาก็ได้
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนของผู้เขียนเอง  ที่เขาไปกราบนมัสการพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่พอเอ๋ยชื่อแล้วทุกคนต้องทราบทันที  เพราะท่านมีชื่อเสียงมาก  เทศนาสั่งสอนผู้คนทั่วบ้านทั่วเมือง  แต่เราคงไม่เอ่ยให้ทราบหรอก  เพราะเกรงเจ้าสักกายะจะสำแดงอำนาจ  เอาเป็นว่าให้ท่านฟังเรื่องนี้เพื่อสื่อให้เห็นต้นเหตุแห่งทุกข์อย่างหนึ่ง ก็คือสักกายทิฎฐิ  นั่นเอง
prayerเรื่องมีอยู่ว่า  ณ  วัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมในป่าแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ    ยังมีนักบวชหนึ่งผู้หนึ่งที่มุ่งแสวงหาสัจจะแห่งชีวิต  ท่านมุ่งหน้าสู่โลกกว้างทางธรรม  เพียงแต่ว่าท่านยังต้องขวนขวาย  แสวงหาประสบการณ์ที่จะให้พ้นทุกข์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่  จึงมุ่งไปหาพระอาจารย์ชื่อดังที่เชื่อว่าจะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้  ท่านจึงดั้นด้นไปหา  เมื่อไปถึงแล้วท่านก็รวบรวมสติ  ความกล้าเข้าไปกราบอย่างนอบน้อม  แล้วรายงานตัวว่าเป็นใครมาจากที่ใด  เพียงท่านรู้ว่านักบวชหนุ่มนั้นมาจากสำนักที่ท่านไม่ชอบเท่านั้น  ท่านก็แสดงอาการกราดเกรี้ยว  ตบฝ่ามือลงพื้นแล้วบอกว่า  “อาตมาไม่อยากสนทนากับนักบวชสำนักนี้”  แล้วก็ลุกเดินจากที่นั่งไป  ทั้ง  ๆ  ที่ขณะนั้นมีญาติโยมคอยฟังธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก  ทุกคนต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่นึกว่าเจ้าทฤษฎีที่ใครต่อใครนับถือมาฟังเทศน์กันมากมายนั้นจะแสดงอาการเช่นนั้นกับนักบวชหนุ่มต่อหน้าผู้คนเป็นจำนวนมาก  
เหตุที่เป็นดังนั้นคงไม่ต้องอธิบายให้ยาก  ก็คือเจ้าสักกายะนั่นเองที่ทำให้ท่านเป็นเช่นนั้น  เพียงแต่ว่าทุกคนที่ไปกราบ  ยอมมอบนอบฟังอย่างราบคาบนั้นไม่มีใครคัดค้านคำสอนหรือไม่มีใครเคยแสดงอาการว่าไม่เห็นด้วยเท่านั้น  หากไม่เห็นด้วยเมื่อใดเจ้าสักกายะก็จะสำแดงออกมาทันทีนี้คือพิษภัยของสักกายทิฎฐิ  จึงไม่เชื่อว่าท่านที่เป็นนักพูด  นักปาฐก  นักภาษาที่เทศน์อยู่ปาว ๆ จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ดังคำสอน  อันนี้ไม่ใช่ผู้เขียนว่าไปเอง  แต่เป็นคำยืนยันของพระพุทธองค์ที่ทรงสั่งสอนพวกเรามาแต่บรรพกาลแล้ว  ดังนั้นจึงมีคนกล่าวกันมากว่าคนที่มีความรู้มากบางคนหาใช่ว่าจะมีความสุขกว่าคนที่ไม่มีความรู้ก็หาไม่  เพราะคนที่มีความรู้น้อย  ไม่มีสักกายะมากยอมให้ใครว่าอะไรก็ได้ตามใจชอบนั้นกลับเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขก็มีให้เห็นมากมาย  จึงสมควรที่เราจะต้องลด  ละสักกายทิฎฐิ  คือความคิด  ความเชื่อฝังใจว่าตนเองแน่  ตนเองใหญ่จนใครแตะไม่ได้ออกไปเสีย  จึงจะพบความสุขได้

“หากละสักกายทิฎฐิเสียได้    จะพาใจของเราไม่เศร้าหมอง
จะพบสุขสมหวังดังใจปอง    จะพบครองทางธรรมองค์สัมมา
สักกายทิฎฐิคือตัวร้าย        คอยทำลายผู้คนให้น้อยค่า
สักกายะจะหลงตนท้นอัตตา    จะนำพาให้ใจไม่ยอมคน
สักกายะจะยกตนขึ้นข่มท่าน    สักกายะจะพาพาลได้ทุกหน
หากลดได้ใจจะสุขไม่ทุกข์โศก    ดังชีวิตมีโชคโภคผล
สักกายะลดได้ให้มงคล    ควรฝึกฝนลดสักกายะจะดีเอย”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
<< สำลี  รักสุทธี >>

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3