Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users2
  • Active Guests2
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today49
  • Unique Visits Yesterday18
  • Visits This Week282
  • Visits Previous Week297
  • Total Articles214
  • New Articles This Week0

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

"ไม่ยึด เพื่อยืดความสุข"

shout(ต่อจากตอนที่ 13)อย่ายึด(ตัวกูของกู)...ถ้าผู้อ่านติดตามงานเขียนเรื่องนี้ของผู้เขียนมาแต่ต้นคงพอมองเห็นและเข้าใจว่าผู้เขียนนั้นจะเขียนหรือกล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ โดยอิงคำสอนของพุทธศาสนามาตลอด  ทั้งนี้เพราะผู้เขียนสนใจเรื่องศาสนาและเห็นว่าศาสนานั้นอุบัติขึ้นมาเพื่อแก่ปัญหาชีวิตให้มนุษย์  มนุษย์มีปัญหามาทุกยุคทุกสมัยยิ่งโลกเจริญด้านวัตถุมากขึ้นปัญหาก็ยิ่งมีมากขึ้น

  วัตถุ  เทคโนโลยีที่เจริญหาใช่ทางแก้ปัญหาหรือทำให้ปัญหาเบาบางลงไม่  กลับทำให้ปัญหาชีวิตของมนุษย์มีมากขึ้น  ซับซ้อนมากขึ้น  ปัญหาคือที่มาของความทุกข์  คนสมัยก่อนมีปัญหาแล้วหาทางแก้ตามสภาพความเชื่อของผู้คนแต่ละเผ่าแต่ละท้องถิ่นที่เชื่อกัน  เช่น  การทำพิธีแก้ทุกข์ด้วยผู้นำทางพิธีกรรมอันมีหมอผีเป็นต้น  การบนบานศาลกล่าว  การอ้อนวอนเทพเจ้า  รุกขเทวา  ภูตผีปีศาจ  ตามที่ผู้คนเหล่านั้นเขาเชื่อกัน  ต่อเมื่อมีพระศาสดา  และศาสนาต่าง ๆ เกิดขึ้น  ผู้คนจึงหันมายึดคำสอนของแต่ละศาสนาเพื่อแก้ปัญหาหรือความทุกข์ให้กับตนเอง  แต่ถึงกระนั้นปัญหาก็ยังมีอยู่ร่ำไป  เนื่องเพราะไม่ศึกษาให้เข้าใจบ้าง  ไม่เชื่ออย่างจริงจังบ้าง  เชื่อแต่ไม่นำไปปฏิบัติบ้าง  ดังนั้นการเข้าใจและนำไปปฏิบัติจึงจะเกิดประโยชน์และแก้ปัญหาได้  เพราะคำสอนของศาสนาก็ไม่ต่างกับวัตถุสิ่งของทั่วไป  เช่น  เรามีข้าวถ้าไม่กินก็ไม่เกิดประโยชน์  มีเสื้อผ้าถ้าไม่สวมใส่แล้วจะมีค่าอะไรคำสอนของศาสนาก็เช่นกัน  หากไม่นำไปปฏิบัติ  ต่อให้รู้ให้เข้าใจมากเพียงใดก็หามีประโยชน์ไม่
        คำสอนที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของศาสนาพุทธ  ที่ศาสนาอื่นไม่กล่าวถึง  ไม่มีปรากฏ  และเป็นคำสอนที่เอาชนะบรรดานักพรต  นักบวชนอกศาสนาที่อวดตัวอวดตน  ตั้งตนเป็นใหญ่  เป็นประธาน  เป็นเจ้าสำนัก  เป็นหัวหน้าถึงกับละทิ้งทิฏฐิ  ลัทธิ  ความเชื่อของตนเอง  หันมาสวามิภักดิ์หรือขอขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้ามากต่อมากก็เพราะคำสอนที่ว่าด้วยการ  “ไม่ยึด”  “ไม่ติด”  นี่เอง  มีชฎิล  ๓  พี่น้องเป็นต้น  
เรื่องการ  “ไม่ยึด”  “ไม่ติด” นี้ท่านหลวงพ่อพุทธทาสนำมาขยาย  เทศนาสั่งสอนประชาชนจนเป็นเอกลักษณ์  เป็นคำสอนที่โดดเด่นของท่าน  เพราะท่านจะเทศนาในเรื่องนี้บ่อย ๆ นั่นก็คือเรื่อง “ตัวกูของกู”  และท่านพยายามบอกให้ผู้คนทั้งหลายถือหลักปล่อยวาง  สร้างความสุขให้ตนเองด้วยการ “ไม่ยึดติดว่าเป็นตัวกูของกู”  ปล่อยวางให้ว่างให้ได้ว่าสิ่งทั้งหลายนั้นไม่ใช่ตัวกูของดู  แต่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่ขึ้นมาเป็นรูปร่างสังขารเท่านั้น  เนื่องเพราะถ้าคนเรายังยึดตัวกูของกูหรือสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของกูแล้วละก็จะไม่มีวันพบความสุขได้  ดูอย่างพระพุทธองค์นั้น  แม้พระธรรมคำสอนของพระองค์ที่ทรงค้นพบหรือตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง  พระองค์ก็หาทรงได้ตรัสว่านี้คือคำสอนที่พระองค์ทรงประดิษฐ์คิดขึ้นเองหรือเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวจนถึงกับบอกว่า “นี่คือของกู สมบัติกู”  ไม่  หากแต่พระองค์ทรงบอกว่าพระธรรมคำสอนของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ  เป็นสิ่งที่มีมาก่อนหน้าที่พระองค์จะทรงค้นพบแล้ว  แต่คนทั่วไปยังไม่ทราบยังไม่เข้าใจเท่านั้น  พรองค์ตรัสรู้  เห็นแจ้งตามธรรมชาติ  ตามที่มีอยู่จริงแล้วก็ประกาศตรัสให้ผู้คนและสรรพสัตว์รู้ตามสภาพที่เป็นจริงเท่านั้น
couple คำว่า  “ยึด”  ก็คือการถือเอา  การเข้าไปใช้สิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของ  การแสดงตนเพื่อบอกให้คนทั่วไปรู้ว่านั้นคือกรรมสิทธิ์หรือเป็นสิทธิ์ของเขาคนนั้น  การทึกทักเอาว่าสิ่งนั้นเป็นของของตน  เช่น  การถือสิทธิ์ในความเป็นสามีภรรยา  การมีสิทธิ์ในร่างกาย  ทรัพย์สินเงินทองเป็นต้น  แม้ความจริงตามสภาพของกฎหมายหรือสิทธิ์ตามกฎหมายจะบอกว่ามันเป็นสิทธิ์  มันมีเจ้าของและเจ้าของก็มีสิทธิ์จับจ่ายใช้สอยในวัตถุสิ่งของนั้นก็ตาม  แต่ตามสภาพธรรมหรือตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ได้ก้าวล่วงให้พ้นจากพันธนาการนั้น  เพราะหากเรายึดเฉพาะตามกฎหมายหรือตามหลักสิทธิ์อย่างเคร่งครัดจนละเลยต่อคุณค่าของศีลธรรมคำสอนก็จะทำให้เราไม่อาจพ้นทุกข์ได้  เนื่องเพราะตามหลักของกฎหมายก็บอกคุ้มครองเรา  บอกให้เราเข้าใจเฉพาะในเรื่องสิทธิ์และการยึดครอง  การถือเอาตามหลักสิทธิ์ของตนเท่านั้น  หาได้ก้าวพ้นจากความมีตัวตน  จากพันธนาการที่เรามี  อันก่อให้เกิดทุกข์ไม่  คำสอนของศาสนาพุทธจะมุ่งสอนให้เราหลุดพ้นจากการ  “ยึด”  ว่านี้คือสิทธิ์ของฉัน  นี้คือตัวตนของฉัน  นี้คือกรรมสิทธิ์ของฉัน  ซึ่งหากไม่พิจารณาให้รอบคอบก็จะเห็นความแย้งกับสภาพเป็นจริงของผู้คนในสังคมอย่างชัดเจน  เนื่องเพราะคนในสังคมนั้นจะไม่มีวันที่จะปล่อยวางในเรื่องสิทธิ์เป็นอันขาด  ผู้คนหวงแหน  หอบหามในเรื่องสิทธิ์จนเป็นปัญหา  ด้วยเหตุนี้ผู้คนในสังคมจึงเต็มไปด้วยปัญหาและไม่มีวันพ้นทุกข์ได้  เพราะต่างก็ยึดในความเป็นตัวกูของกู
        ครั้งที่พระองค์ยังทรงอยู่ในพระราชวังนั้น  พระองค์ ทรงมีทุกอย่างพร้อม  อยากได้สิ่งใดก็ได้ตามพระทัยปรารถนา  พูดตามภาษาชาวบ้านก็เรียกว่าสามารถเรียกและเลือกเสพ  ดื่ม  กิน ได้ทุกอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นข้าว  ปลา  อาหารและสิ่งบำเรอทางกามารมณ์ก็สามารถเลือกได้ตามที่พระองค์ทรงต้องการ  ปานนั้นพระองค์ก็ทรงเห็นว่าไม่พ้นทุกข์  เพราะยังมีเหตุให้เกิดทุกข์อยู่นั่นเอง  ต่อเมื่อพระองค์เสด็จแสวงหาทางพ้นทุกข์  แล้วตรัสรู้ชอบ  เห็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยพระองค์เองนั่นเอง จึงทรงเข้าใจว่า  แท้จริงนั้นก็คือต้อง  ละ  ลด  จากสิ่งที่เคยยึดว่าเป็นตัวตน  เป็นของตนนั่นเองจึงจะพบความสุขที่แท้จริงได้  นั่นก็คือพระองค์ได้พบความสุขอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อพระองค์ได้ทรงปล่อยวางทุกสิ่งอย่าง  ออกมาอยู่อย่างอิสระ  เหมือนนกที่โผบินออกจากกรงไปสู่โลกกว้างนั้นเอง  จึงได้พบความสุขอย่างอมตะ  โดยพระองค์ทรงเปรียบเทียบระหว่างความสุขที่มีเมื่ออยู่ในวังอันแวดล้อมไปด้วยมวลมิตร  อิสตรี  และเหล่าบริวารที่ห้อมล้อมพร้อมที่จะถวายความสุขให้  กับความสุขที่พระองค์ทรงมี  ทรงเกิดในสภาวะอันว่างเปล่าจากการไม่ยึดครองอันใด  พระองค์ทรงอุทานว่า  
“พบแล้วความสุขที่แท้จริง”  “ความสุขที่แท้จริงก็คือการไม่ยึดติดกับอะไรเลย”  เมื่อพระองค์ทรงทราบแน่ชัดและได้คำตอบชัดเจนเช่นนั้น  พระองค์จึงทรงประกาศให้มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทราบว่า  “การไม่ยึดติด”  “การปล่อยวางให้ว่างจากตัวกูของกู”  เท่านั้นจึงจะพบความสุขได้
puttatas เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากบรรดาสานุศิษย์และเหล่าเจ้าลัทธิต่าง ๆ ที่หันมานับถือพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าสำนัก  พระเกจิอาจารย์ทั้งไทยและต่างประเทศต่างก็ยืนยันในเรื่องนี้  โดยเฉพาะหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ  ท่านได้นำธงหลัก  “ตัวกูของกู”  และพยายามสอนเน้นให้คนละในเรื่อง “ตัวกูของกู”  หรือ  “ไม่ยึดติด”  ในสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปธรรมและนามธรรม  รูปธรรมก็คือทรัพย์สินเงินทอง  เครือญาติ  ข้าทาสบริวาร  ด้านนามธรรมก็คือ  ความคิด  จินตนาการ  กรรมสิทธิ์สิทธิ์ครอบครองต่าง ๆ  พุทธศาสนานั้นมุ่งสอนทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม  และที่เป็นจุดเด่นของพุทธศาสนาก็ตรงที่การสอนด้านนามธรรมด้วยนี่เอง  ซึ่งถือว่าเป็นแนวคำสอนที่เรียกว่าเป็นแนวจิตนิยม  เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าหากจิตดี  จิตมีสุขก็จะส่งผลต่อกาย  ทำให้กายเป็นสุขได้  การไม่ยึดติดในด้านนามธรรม  เช่นไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา  เป็นของคนนั้น  ความคิดของคนนั้นผิด  คนนี้ถูก  แนวคำสอนนั้นดี  นี้ไม่ดี  ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดที่สามัญชนทำได้ยาก  หากทำได้ก็จะทำให้เกิดความสุขทั้งตนเองและคนรอบข้าง  ทั้งนี้เพราะการไม่ยึดติดนั้นจะสามารถตัดปัญหาไปได้มากมาย  หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นได้ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้เกิดจากการยึดและการติดนั่นเอง  ยึดอะไร  ก็ยึดว่านี้คือของกู  นี้คือกรรมสิทธิ์ของกูที่ใครจะแตะต้องไม่ได้เป็นอันขาด  ติดก็คือติดสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ การติดเหล้า  สุรา  ยาเสพติด  ติดในรสชาติ  ติดในกามคุณและติดในการละเล่น  การเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ก็จัดเข้าในอาการติดทั้งนั้น  ยิ่งติดเกมอย่างเยาวชนทุกวันนี้ยิ่งทุกข์ใหญ่  ดังนั้นการไม่ยึดไม่ติดจึงเป็นทางแห่งความสุขอย่างแท้จริง
         เรื่องการไม่ยึด ไม่ติดนั้นหลายท่านจะเห็นค้านว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  ถึงขั้นสรุปว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้เอาเลยก็มี  หลายคนบอกว่ามีแต่คนบ้าและพระที่ปฏิบัติได้ถึงธรรมขั้นสูงเท่านั้นจึงจะปฏิบัติได้  เพราะพระธรรมดาก็ไม่สามารถปฏิบัติจนถึงขั้นไม่ยึดไม่ติดได้  แม้แต่พระผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราก็เห็นท่านยังยึดยังติดในวัตถุต่าง ๆ อย่าเลยไปถึงขนาดกรรมสิทธิ์เลย  แม้แต่สิ่งปลูกสร้าง ๆ ท่านก็ยังยึดยังติด  ยังโฆษณาหาเงินสร้างวัตถุให้ติดให้ยึดกันงอมแงม  แล้วจะให้ปุถุชนคนธรรมดาไม่ยึดไม่ติดได้อย่างไร  ใช่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นเรื่องทำได้ยากจริง  แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำได้  ความจริงยังมีคนเป็นจำนวนมากที่สามารถละ ลด  จนถึงขั้นปล่อยวางให้ว่างจากความเป็นตัวกูของกู  จนเป็นคนพบความสุขทั้งกายและใจได้  แล้วท่านละจะพัฒนาจิตจนถึงขั้นไม่ยึดไม่ติดได้หรือไม่  ถ้าไม่ได้ก็คงไม่ต้องโหยหาความสุขให้เมื่อยหรอก  สุดท้ายนี้ขอฝากบทกลอนเพื่อเตือนใจดังนี้

“มีสุขเพราะไม่ยึด    ทุกข์ยืดเพราะยึดอยู่
ยังยึดว่าของกู    ทุกข์จึงอยู่มีร่ำไป
ลดละของกูออก    สุขจะบอกอยู่ใกล้ใกล้
ยังยึดอยู่เมื่อไร    สุขมีได้ก็ชั่วคราว
ตัวกูและของกู    จงรับรู้ทุกบาทก้าว
ก่อทุกข์ให้ยืดยาว    มีเรื่องราวทุกรายทาง
ถ้ายึดแล้วจะแย่    ละยึดแน่สุขรอบข้าง
ทุกข์เศร้าลดเบาบาง    สุขสว่างทางพึงมี
ฉะนี้อย่าได้ยึด    จงประพฤติแต่สิ่งดี
ปล่อยวางลงบ้างซี    แล้วจะมีความสุขเอย”

 

 โปรดติดตามตอนต่ิอไป...
< สำลี รักสุทธี >

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3