Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users1
  • Active Guests1
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week687
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0
เพลง สระแอะ (ฉบับปรับปรุงใหม่)
คำร้อง-ทำนอง : สำลี รักสุทธี
ดนตรี : ปริยัติ นามสง่า
คาราโอเกะ : วีรศักดิ์ รักสุทธี (089-9429212)
เพลง ที่มาคูลี บอกเล่าความเป็นมาของชื่อเล่น "คูลี" ว่าเป็นมาอย่างไร
มาแล้วครับเพลง BBL หลังจากเกริ่นไว้เมื่อเห็นเพลงแรกออกไปปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของคุณครูทั่วประเทศ อีกเพลงหนึ่งกำลังติดตามมา คือ "๕ ขั้นตอนการ BBL" จากห้องบันทึกคูลี เรียบเรียงเสียงประสานโดย อ.ปริยัติ นามสง่า(ก๊อป) อ.หนุ่มไฟแรง จาก ม.ราชภัฎมหาสารคาม, กรุง (ลูกชาย) กีตาร์เสียงใส, ตัดต่อทำคาราโอเกะ (ครู Eddy) ลูกชาย และนักร้อง(ระดับรางวัลที่ ๑ ชุมทางเสียงทอง) คนเดียวกันครับ เชิญทัศนาและแชร์ตามสบายครับ
coverall ประกาศข่าวดี สำหรับครูที่ต้องการให้นักเรียนเก่ง อ่านออก เขียนได้ ผู้ปกครองที่อยากให้บุตรเก่ง เป็นอัจฉริยะ         ด้วยได้จัดทำสื่อขึ้นชุดหนึ่ง(ใหญ่)เพื่อแก้ปัญหาการอ่านและการเขียนให้เด็ก ตั้งแต่ระดับวัยเริ่มเรียนจนถึงชั้น ป. ๓ โดยได้ทดลองใช้กับนักเรียนในความรับผิดชอบและหลานมาแล้ว ผลปรากฏว่านักเรียนอ่านออกเขียนได้ทุกคน หลานสามารถอ่านออกตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ๔ เดือน ปัจจุบัน ๔ ขวบ อ่านได้คล่องในระดับ “เชี่ยวชาญ” สำหรับวัยของเขา         จุดประสงค์ เพราะรู้ว่า “ภาษาไทยคือหัวใจของการเรียนรู้” หากอ่านออก เขียนได้ก็จะทำให้เรียนวิชาอื่นเก่งไปด้วย ปัญหาที่พบคือนักเรียนไม่ชอบวิชาภาษาไทย ทั้งนี้เพราะไม่มีสื่อที่เร้าใจ สอดคล้องกับวัยและสมอง(Brain) ทำให้เด็กเบื่อ ไม่มีนิสัยรักการอ่าน  จึงได้จัดทำและพัฒนาให้สอดคล้องกับวัยและสมองของเด็กขึ้น ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้ อ่านข่าวต่อ...
banner seminar ขอเชิญร่วมอบรมสัมมนา "สอนอย่างไร ให้เด็กอ่านออก เขียนได้" (เป็นอัจฉริยะด้านภาษา อ่านได้ตั้งแต่วัยยังเด็ก)
บริษัท สำนักพิมพ์ พ.ศ. พัฒนา ร่วมกับ “ครูสำลี รักสุทธี” จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ โดยจัดอบรมสัมมนาการสร้างคนให้เก่ง ดี มีความเป็นอัจฉริยะ ใน วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อง ออดิทอเรียม ชั้น 1 อ่านข่าวต่อ...

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

"ไม่ยึด เพื่อยืดความสุข"

shout(ต่อจากตอนที่ 13)อย่ายึด(ตัวกูของกู)...ถ้าผู้อ่านติดตามงานเขียนเรื่องนี้ของผู้เขียนมาแต่ต้นคงพอมองเห็นและเข้าใจว่าผู้เขียนนั้นจะเขียนหรือกล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ โดยอิงคำสอนของพุทธศาสนามาตลอด  ทั้งนี้เพราะผู้เขียนสนใจเรื่องศาสนาและเห็นว่าศาสนานั้นอุบัติขึ้นมาเพื่อแก่ปัญหาชีวิตให้มนุษย์  มนุษย์มีปัญหามาทุกยุคทุกสมัยยิ่งโลกเจริญด้านวัตถุมากขึ้นปัญหาก็ยิ่งมีมากขึ้น

  วัตถุ  เทคโนโลยีที่เจริญหาใช่ทางแก้ปัญหาหรือทำให้ปัญหาเบาบางลงไม่  กลับทำให้ปัญหาชีวิตของมนุษย์มีมากขึ้น  ซับซ้อนมากขึ้น  ปัญหาคือที่มาของความทุกข์  คนสมัยก่อนมีปัญหาแล้วหาทางแก้ตามสภาพความเชื่อของผู้คนแต่ละเผ่าแต่ละท้องถิ่นที่เชื่อกัน  เช่น  การทำพิธีแก้ทุกข์ด้วยผู้นำทางพิธีกรรมอันมีหมอผีเป็นต้น  การบนบานศาลกล่าว  การอ้อนวอนเทพเจ้า  รุกขเทวา  ภูตผีปีศาจ  ตามที่ผู้คนเหล่านั้นเขาเชื่อกัน  ต่อเมื่อมีพระศาสดา  และศาสนาต่าง ๆ เกิดขึ้น  ผู้คนจึงหันมายึดคำสอนของแต่ละศาสนาเพื่อแก้ปัญหาหรือความทุกข์ให้กับตนเอง  แต่ถึงกระนั้นปัญหาก็ยังมีอยู่ร่ำไป  เนื่องเพราะไม่ศึกษาให้เข้าใจบ้าง  ไม่เชื่ออย่างจริงจังบ้าง  เชื่อแต่ไม่นำไปปฏิบัติบ้าง  ดังนั้นการเข้าใจและนำไปปฏิบัติจึงจะเกิดประโยชน์และแก้ปัญหาได้  เพราะคำสอนของศาสนาก็ไม่ต่างกับวัตถุสิ่งของทั่วไป  เช่น  เรามีข้าวถ้าไม่กินก็ไม่เกิดประโยชน์  มีเสื้อผ้าถ้าไม่สวมใส่แล้วจะมีค่าอะไรคำสอนของศาสนาก็เช่นกัน  หากไม่นำไปปฏิบัติ  ต่อให้รู้ให้เข้าใจมากเพียงใดก็หามีประโยชน์ไม่
        คำสอนที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของศาสนาพุทธ  ที่ศาสนาอื่นไม่กล่าวถึง  ไม่มีปรากฏ  และเป็นคำสอนที่เอาชนะบรรดานักพรต  นักบวชนอกศาสนาที่อวดตัวอวดตน  ตั้งตนเป็นใหญ่  เป็นประธาน  เป็นเจ้าสำนัก  เป็นหัวหน้าถึงกับละทิ้งทิฏฐิ  ลัทธิ  ความเชื่อของตนเอง  หันมาสวามิภักดิ์หรือขอขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้ามากต่อมากก็เพราะคำสอนที่ว่าด้วยการ  “ไม่ยึด”  “ไม่ติด”  นี่เอง  มีชฎิล  ๓  พี่น้องเป็นต้น  
เรื่องการ  “ไม่ยึด”  “ไม่ติด” นี้ท่านหลวงพ่อพุทธทาสนำมาขยาย  เทศนาสั่งสอนประชาชนจนเป็นเอกลักษณ์  เป็นคำสอนที่โดดเด่นของท่าน  เพราะท่านจะเทศนาในเรื่องนี้บ่อย ๆ นั่นก็คือเรื่อง “ตัวกูของกู”  และท่านพยายามบอกให้ผู้คนทั้งหลายถือหลักปล่อยวาง  สร้างความสุขให้ตนเองด้วยการ “ไม่ยึดติดว่าเป็นตัวกูของกู”  ปล่อยวางให้ว่างให้ได้ว่าสิ่งทั้งหลายนั้นไม่ใช่ตัวกูของดู  แต่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่ขึ้นมาเป็นรูปร่างสังขารเท่านั้น  เนื่องเพราะถ้าคนเรายังยึดตัวกูของกูหรือสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของกูแล้วละก็จะไม่มีวันพบความสุขได้  ดูอย่างพระพุทธองค์นั้น  แม้พระธรรมคำสอนของพระองค์ที่ทรงค้นพบหรือตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง  พระองค์ก็หาทรงได้ตรัสว่านี้คือคำสอนที่พระองค์ทรงประดิษฐ์คิดขึ้นเองหรือเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวจนถึงกับบอกว่า “นี่คือของกู สมบัติกู”  ไม่  หากแต่พระองค์ทรงบอกว่าพระธรรมคำสอนของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ  เป็นสิ่งที่มีมาก่อนหน้าที่พระองค์จะทรงค้นพบแล้ว  แต่คนทั่วไปยังไม่ทราบยังไม่เข้าใจเท่านั้น  พรองค์ตรัสรู้  เห็นแจ้งตามธรรมชาติ  ตามที่มีอยู่จริงแล้วก็ประกาศตรัสให้ผู้คนและสรรพสัตว์รู้ตามสภาพที่เป็นจริงเท่านั้น
couple คำว่า  “ยึด”  ก็คือการถือเอา  การเข้าไปใช้สิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของ  การแสดงตนเพื่อบอกให้คนทั่วไปรู้ว่านั้นคือกรรมสิทธิ์หรือเป็นสิทธิ์ของเขาคนนั้น  การทึกทักเอาว่าสิ่งนั้นเป็นของของตน  เช่น  การถือสิทธิ์ในความเป็นสามีภรรยา  การมีสิทธิ์ในร่างกาย  ทรัพย์สินเงินทองเป็นต้น  แม้ความจริงตามสภาพของกฎหมายหรือสิทธิ์ตามกฎหมายจะบอกว่ามันเป็นสิทธิ์  มันมีเจ้าของและเจ้าของก็มีสิทธิ์จับจ่ายใช้สอยในวัตถุสิ่งของนั้นก็ตาม  แต่ตามสภาพธรรมหรือตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ได้ก้าวล่วงให้พ้นจากพันธนาการนั้น  เพราะหากเรายึดเฉพาะตามกฎหมายหรือตามหลักสิทธิ์อย่างเคร่งครัดจนละเลยต่อคุณค่าของศีลธรรมคำสอนก็จะทำให้เราไม่อาจพ้นทุกข์ได้  เนื่องเพราะตามหลักของกฎหมายก็บอกคุ้มครองเรา  บอกให้เราเข้าใจเฉพาะในเรื่องสิทธิ์และการยึดครอง  การถือเอาตามหลักสิทธิ์ของตนเท่านั้น  หาได้ก้าวพ้นจากความมีตัวตน  จากพันธนาการที่เรามี  อันก่อให้เกิดทุกข์ไม่  คำสอนของศาสนาพุทธจะมุ่งสอนให้เราหลุดพ้นจากการ  “ยึด”  ว่านี้คือสิทธิ์ของฉัน  นี้คือตัวตนของฉัน  นี้คือกรรมสิทธิ์ของฉัน  ซึ่งหากไม่พิจารณาให้รอบคอบก็จะเห็นความแย้งกับสภาพเป็นจริงของผู้คนในสังคมอย่างชัดเจน  เนื่องเพราะคนในสังคมนั้นจะไม่มีวันที่จะปล่อยวางในเรื่องสิทธิ์เป็นอันขาด  ผู้คนหวงแหน  หอบหามในเรื่องสิทธิ์จนเป็นปัญหา  ด้วยเหตุนี้ผู้คนในสังคมจึงเต็มไปด้วยปัญหาและไม่มีวันพ้นทุกข์ได้  เพราะต่างก็ยึดในความเป็นตัวกูของกู
        ครั้งที่พระองค์ยังทรงอยู่ในพระราชวังนั้น  พระองค์ ทรงมีทุกอย่างพร้อม  อยากได้สิ่งใดก็ได้ตามพระทัยปรารถนา  พูดตามภาษาชาวบ้านก็เรียกว่าสามารถเรียกและเลือกเสพ  ดื่ม  กิน ได้ทุกอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นข้าว  ปลา  อาหารและสิ่งบำเรอทางกามารมณ์ก็สามารถเลือกได้ตามที่พระองค์ทรงต้องการ  ปานนั้นพระองค์ก็ทรงเห็นว่าไม่พ้นทุกข์  เพราะยังมีเหตุให้เกิดทุกข์อยู่นั่นเอง  ต่อเมื่อพระองค์เสด็จแสวงหาทางพ้นทุกข์  แล้วตรัสรู้ชอบ  เห็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยพระองค์เองนั่นเอง จึงทรงเข้าใจว่า  แท้จริงนั้นก็คือต้อง  ละ  ลด  จากสิ่งที่เคยยึดว่าเป็นตัวตน  เป็นของตนนั่นเองจึงจะพบความสุขที่แท้จริงได้  นั่นก็คือพระองค์ได้พบความสุขอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อพระองค์ได้ทรงปล่อยวางทุกสิ่งอย่าง  ออกมาอยู่อย่างอิสระ  เหมือนนกที่โผบินออกจากกรงไปสู่โลกกว้างนั้นเอง  จึงได้พบความสุขอย่างอมตะ  โดยพระองค์ทรงเปรียบเทียบระหว่างความสุขที่มีเมื่ออยู่ในวังอันแวดล้อมไปด้วยมวลมิตร  อิสตรี  และเหล่าบริวารที่ห้อมล้อมพร้อมที่จะถวายความสุขให้  กับความสุขที่พระองค์ทรงมี  ทรงเกิดในสภาวะอันว่างเปล่าจากการไม่ยึดครองอันใด  พระองค์ทรงอุทานว่า  
“พบแล้วความสุขที่แท้จริง”  “ความสุขที่แท้จริงก็คือการไม่ยึดติดกับอะไรเลย”  เมื่อพระองค์ทรงทราบแน่ชัดและได้คำตอบชัดเจนเช่นนั้น  พระองค์จึงทรงประกาศให้มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทราบว่า  “การไม่ยึดติด”  “การปล่อยวางให้ว่างจากตัวกูของกู”  เท่านั้นจึงจะพบความสุขได้
puttatas เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากบรรดาสานุศิษย์และเหล่าเจ้าลัทธิต่าง ๆ ที่หันมานับถือพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าสำนัก  พระเกจิอาจารย์ทั้งไทยและต่างประเทศต่างก็ยืนยันในเรื่องนี้  โดยเฉพาะหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ  ท่านได้นำธงหลัก  “ตัวกูของกู”  และพยายามสอนเน้นให้คนละในเรื่อง “ตัวกูของกู”  หรือ  “ไม่ยึดติด”  ในสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปธรรมและนามธรรม  รูปธรรมก็คือทรัพย์สินเงินทอง  เครือญาติ  ข้าทาสบริวาร  ด้านนามธรรมก็คือ  ความคิด  จินตนาการ  กรรมสิทธิ์สิทธิ์ครอบครองต่าง ๆ  พุทธศาสนานั้นมุ่งสอนทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม  และที่เป็นจุดเด่นของพุทธศาสนาก็ตรงที่การสอนด้านนามธรรมด้วยนี่เอง  ซึ่งถือว่าเป็นแนวคำสอนที่เรียกว่าเป็นแนวจิตนิยม  เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าหากจิตดี  จิตมีสุขก็จะส่งผลต่อกาย  ทำให้กายเป็นสุขได้  การไม่ยึดติดในด้านนามธรรม  เช่นไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา  เป็นของคนนั้น  ความคิดของคนนั้นผิด  คนนี้ถูก  แนวคำสอนนั้นดี  นี้ไม่ดี  ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดที่สามัญชนทำได้ยาก  หากทำได้ก็จะทำให้เกิดความสุขทั้งตนเองและคนรอบข้าง  ทั้งนี้เพราะการไม่ยึดติดนั้นจะสามารถตัดปัญหาไปได้มากมาย  หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นได้ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้เกิดจากการยึดและการติดนั่นเอง  ยึดอะไร  ก็ยึดว่านี้คือของกู  นี้คือกรรมสิทธิ์ของกูที่ใครจะแตะต้องไม่ได้เป็นอันขาด  ติดก็คือติดสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ การติดเหล้า  สุรา  ยาเสพติด  ติดในรสชาติ  ติดในกามคุณและติดในการละเล่น  การเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ก็จัดเข้าในอาการติดทั้งนั้น  ยิ่งติดเกมอย่างเยาวชนทุกวันนี้ยิ่งทุกข์ใหญ่  ดังนั้นการไม่ยึดไม่ติดจึงเป็นทางแห่งความสุขอย่างแท้จริง
         เรื่องการไม่ยึด ไม่ติดนั้นหลายท่านจะเห็นค้านว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  ถึงขั้นสรุปว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้เอาเลยก็มี  หลายคนบอกว่ามีแต่คนบ้าและพระที่ปฏิบัติได้ถึงธรรมขั้นสูงเท่านั้นจึงจะปฏิบัติได้  เพราะพระธรรมดาก็ไม่สามารถปฏิบัติจนถึงขั้นไม่ยึดไม่ติดได้  แม้แต่พระผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราก็เห็นท่านยังยึดยังติดในวัตถุต่าง ๆ อย่าเลยไปถึงขนาดกรรมสิทธิ์เลย  แม้แต่สิ่งปลูกสร้าง ๆ ท่านก็ยังยึดยังติด  ยังโฆษณาหาเงินสร้างวัตถุให้ติดให้ยึดกันงอมแงม  แล้วจะให้ปุถุชนคนธรรมดาไม่ยึดไม่ติดได้อย่างไร  ใช่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นเรื่องทำได้ยากจริง  แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำได้  ความจริงยังมีคนเป็นจำนวนมากที่สามารถละ ลด  จนถึงขั้นปล่อยวางให้ว่างจากความเป็นตัวกูของกู  จนเป็นคนพบความสุขทั้งกายและใจได้  แล้วท่านละจะพัฒนาจิตจนถึงขั้นไม่ยึดไม่ติดได้หรือไม่  ถ้าไม่ได้ก็คงไม่ต้องโหยหาความสุขให้เมื่อยหรอก  สุดท้ายนี้ขอฝากบทกลอนเพื่อเตือนใจดังนี้

“มีสุขเพราะไม่ยึด    ทุกข์ยืดเพราะยึดอยู่
ยังยึดว่าของกู    ทุกข์จึงอยู่มีร่ำไป
ลดละของกูออก    สุขจะบอกอยู่ใกล้ใกล้
ยังยึดอยู่เมื่อไร    สุขมีได้ก็ชั่วคราว
ตัวกูและของกู    จงรับรู้ทุกบาทก้าว
ก่อทุกข์ให้ยืดยาว    มีเรื่องราวทุกรายทาง
ถ้ายึดแล้วจะแย่    ละยึดแน่สุขรอบข้าง
ทุกข์เศร้าลดเบาบาง    สุขสว่างทางพึงมี
ฉะนี้อย่าได้ยึด    จงประพฤติแต่สิ่งดี
ปล่อยวางลงบ้างซี    แล้วจะมีความสุขเอย”

 

 โปรดติดตามตอนต่ิอไป...
< สำลี รักสุทธี >

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3