Member Zone

ยินดีต้อนรับสู่เว็บ ครูสำลีดอทคอม

คลิปวีดีโอน้องไดมอนด์

หนังสือครูสำลี

book-banner

mksiteservice235x100

ครูสำลีบน Facebook

Krusamlee QR Code

qrcode

mksiteservice235x200

สถิติเว็บ-Web Statistic

  • Current Active Users2
  • Active Guests2
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today77
  • Unique Visits Yesterday69
  • Visits This Week688
  • Visits Previous Week544
  • Total Articles212
  • New Articles This Week0
เพลง สระแอะ (ฉบับปรับปรุงใหม่)
คำร้อง-ทำนอง : สำลี รักสุทธี
ดนตรี : ปริยัติ นามสง่า
คาราโอเกะ : วีรศักดิ์ รักสุทธี (089-9429212)
เพลง ที่มาคูลี บอกเล่าความเป็นมาของชื่อเล่น "คูลี" ว่าเป็นมาอย่างไร
มาแล้วครับเพลง BBL หลังจากเกริ่นไว้เมื่อเห็นเพลงแรกออกไปปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของคุณครูทั่วประเทศ อีกเพลงหนึ่งกำลังติดตามมา คือ "๕ ขั้นตอนการ BBL" จากห้องบันทึกคูลี เรียบเรียงเสียงประสานโดย อ.ปริยัติ นามสง่า(ก๊อป) อ.หนุ่มไฟแรง จาก ม.ราชภัฎมหาสารคาม, กรุง (ลูกชาย) กีตาร์เสียงใส, ตัดต่อทำคาราโอเกะ (ครู Eddy) ลูกชาย และนักร้อง(ระดับรางวัลที่ ๑ ชุมทางเสียงทอง) คนเดียวกันครับ เชิญทัศนาและแชร์ตามสบายครับ
coverall ประกาศข่าวดี สำหรับครูที่ต้องการให้นักเรียนเก่ง อ่านออก เขียนได้ ผู้ปกครองที่อยากให้บุตรเก่ง เป็นอัจฉริยะ         ด้วยได้จัดทำสื่อขึ้นชุดหนึ่ง(ใหญ่)เพื่อแก้ปัญหาการอ่านและการเขียนให้เด็ก ตั้งแต่ระดับวัยเริ่มเรียนจนถึงชั้น ป. ๓ โดยได้ทดลองใช้กับนักเรียนในความรับผิดชอบและหลานมาแล้ว ผลปรากฏว่านักเรียนอ่านออกเขียนได้ทุกคน หลานสามารถอ่านออกตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ๔ เดือน ปัจจุบัน ๔ ขวบ อ่านได้คล่องในระดับ “เชี่ยวชาญ” สำหรับวัยของเขา         จุดประสงค์ เพราะรู้ว่า “ภาษาไทยคือหัวใจของการเรียนรู้” หากอ่านออก เขียนได้ก็จะทำให้เรียนวิชาอื่นเก่งไปด้วย ปัญหาที่พบคือนักเรียนไม่ชอบวิชาภาษาไทย ทั้งนี้เพราะไม่มีสื่อที่เร้าใจ สอดคล้องกับวัยและสมอง(Brain) ทำให้เด็กเบื่อ ไม่มีนิสัยรักการอ่าน  จึงได้จัดทำและพัฒนาให้สอดคล้องกับวัยและสมองของเด็กขึ้น ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้ อ่านข่าวต่อ...
banner seminar ขอเชิญร่วมอบรมสัมมนา "สอนอย่างไร ให้เด็กอ่านออก เขียนได้" (เป็นอัจฉริยะด้านภาษา อ่านได้ตั้งแต่วัยยังเด็ก)
บริษัท สำนักพิมพ์ พ.ศ. พัฒนา ร่วมกับ “ครูสำลี รักสุทธี” จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ โดยจัดอบรมสัมมนาการสร้างคนให้เก่ง ดี มีความเป็นอัจฉริยะ ใน วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อง ออดิทอเรียม ชั้น 1 อ่านข่าวต่อ...

 

Faq-banner

( 1 Vote ) 

4happy

(ต่อจากตอนที่ 12)
rich1สุขตามแบบของคฤหัสถ์  4  ประการ
     ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงความสุขของคฤหัสถ์หรือคนครองเรือนไว้ว่ามีอยู่  4  ประการด้วยกัน  คือ
1.  สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์
    2.  สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค
    3.  สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้
    4.  สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ


    ความสุข  4  ประการนี้  หากเราพิจารณา  วิเคราะห์  ตีความให้ดีแล้วก็จะเห็นว่ามีความครอบคลุม  กินความหมายไปกว้างและรอบด้าน(พอสมควร)  ซึ่งความสุขตามความหมาย  4  นัยนี้มีแต่ตั้งแต่สมัยบรรพกาลแล้ว  หากพิจารณาสถานการณ์  ณ  ปัจจุบันนี้ก็ยังถือว่าทันสมัย  ใช้ได้เสมอ  ยังเป็นอกาลิโก  ไม่ล้าสมัย
ทรัพย์  ตามความหมายของนัยนี้  ในสมัยก่อนนั้นน่าจะหมายถึงทรัพย์สมบัติทั้งมวลของคน คนนั้น  ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน  วัตถุสิ่งของ  สิทธิ์ครอบครอง  สิ่งปลูกสร้าง  เงินทอง  ข้าทาสบริวาร  ตำแหน่งหน้าที่  รวมทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมคือวัตถุสิ่งของอื่น ๆ และด้านที่เป็นนามธรรมคือบุญญาบารมี  อำนาจวาสนา  ยศถาบรรดาศักดิ์  คุณงามความดีที่มีในตน  นั่นคือทรัพย์ของคน  คนนั้น   
นั่นก็คือปัจจัย  เครื่องอาศัย  หรือปัจจัย  4  อันเป็นเครื่องหนุนเนื่องที่ทำให้เกิดความสุขของคนได้  
คำว่า  “ปัจจัย”   ในสมัยก่อนนั้น  “เงิน”  ไม่ถือว่าเป็นปัจจัย  4  หรือปัจจัยในการยังชีพ  เพราะปัจจัย  4  ก็คือ  ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม  อาหาร  และยารักษาโรค  หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า
“ข้าว  ผ้า  ยา  บ้าน”  จะเห็นได้ว่าไม่มีเงินเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย  เงินจึงไม่ใช่ปัจจัย  4  แต่พวกเรากลับเรียก  “เงิน”  ว่าปัจจัย  4  ซึ่งไม่ถูกต้อง  หากเราเข้าใจหลักคำสอนของพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการยังชีพเลย  เพราะเงินกินก็ไม่ได้  ให้อยู่อาศัย  เป็นที่หลบฝนก็ไม่ได้ รักษาโรคก็ไม่ได้  ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มก็ไม่ได้  หากเราถือตามหลักคำสอนของพุทธศาสนาก็จะทำให้เราไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิต  เราจะมีความพอเพียง  สามารถดำเนินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี  มิหนำซ้ำพระองค์ยังตรัสว่า  “เงิน”  คือวัตถุอนามาส  คือสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยกับมนุษย์  โดยเฉพาะกับพระภิกษุ  พระองค์ทรงห้ามอันขาด  ห้ามไม่ให้ภิกษุไปเกี่ยวข้องกับเงิน  อันคือวัตถุอนามาสนี้  เพราะเงินนำมาซึ่งปัญหามากมาย  พระองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุจับและถือเงินได้เพียงไม่เกิดห้ามาสก หรือ  1  บาท(หนึ่งบาท)  เท่านั้น  ถ้าจับถือและเก็บไว้เป็นของตนเองมากกว่านั้นถือว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์  แต่ถ้าลักขโมยเงินที่มากกว่า  5  มาสก(มากกว่า  1  บาท) ถือว่าต้องอาบัติปาราชิก  เห็นไหมว่าเรื่องเงินนั้น  พระองค์ทรงถือว่าเป็นวัตถุอนามาสที่พระภิกษุไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง  แต่ทุกวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น  ภิกษุถือเงิน ใช้เงินกันไม่ต่างกับคฤหัสถ์  ปัญหาจึงตามมามากมาย  ภิกษุถูกปล้น  ฆ่า  เพื่อชิงทรัพย์จึงเกิดมีขึ้นบ่อย ๆ หากภิกษุไม่มีเงิน  โจรก็ไม่ปล้น  ถือว่าพระองค์ดำริถูกต้องแล้ว  ดีแล้วที่ห้ามไม่ให้ภิกษุเข้าไปวุ่นวายกับเงิน
bad-monkแต่  ณ  ปัจจุบันนี้  การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม  ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือพระภิกษุต่างปล่อยให้เงินเข้ามามีอำนาจ  จนสามารถบัญชาให้เป็นไปต่าง ๆ นานา  เรียกว่าต่างก็ตกเป็นทาสของเงินก็ว่าได้  คฤหัสถ์ต้องหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว  นั่นถือเป็นเรื่องปรกติ  แต่พระที่กระทำหลาย ๆ อย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินนี่สิเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง  ไม่เหมาะสม  เพราะขัดกับหลักคำสอนของศาสนาและนั่นก็คือที่มาของปัญหามากมาย  นอกจากจะไม่ถูกต้องตามหลักคำสอนแล้ว  ยังเป็นการทำลายศรัทธา  ทำให้วงการคณะสงฆ์มัวหมองด้วย  พระใด  สำนักใดที่พิสูจน์ให้ชาวพุทธเห็นว่าได้เงินไปแล้วไม่ไปสะสมเป็นของบุคคล  แต่นำไปสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวมจริง ๆ ก็จะได้รับความศรัทธาจากประชาชน  แม้ไม่บอกบุญเรี่ยไร  คนก็จะนำเงินไปให้
พูดเรื่องพระมานาน  เดี๋ยวจะหาว่าให้ร้ายพระจะทำให้ตกนรกเปล่า ๆ(คนมักพูดกันอย่างนี้ว่าถ้าพูดเรื่องพระ  ไม่ว่าเรื่องใด มักบอกว่าเดี๋ยวจะตกนรก  หากเราเข้าใจจริง ๆ แล้วการพูดเพื่อให้เกิดความถูกต้องตามหลักศาสนากลับจะได้บุญมากกว่า  เพราะเราได้ทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อศาสนา  นั่นก็คือสัมมาวาจาอย่างหนึ่ง)  ถ้ามัวแต่ปล่อยให้เป็นเรื่องชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์
โอกาสที่ศาสนาพุทธจะหมดไปจากเมืองไทยก็นับวันแต่คืบคลานใกล้เข้ามาทุกที  ซึ่งปัจจุบันนี้น่าวิตกมาก  เพราะคนไทยได้เปลี่ยนศาสนากันมาก  แม้แต่ในชนบทในภาคอีสานที่ศาสนาพุทธลงรากฝังแน่นมาก  แต่หนุ่มสาวก็เปลี่ยนศาสนาไปนับถือคริสต์กันมาก  ทั้งนั้นเพราะเรื่องปัจจัย  4  ที่พระทำให้เพี้ยนนี่เอง  เขาบอกว่าพระในศาสนาพุทธมักจะนำเงินเป็นตัวนำในการทำบุญ  ขณะที่ศาสนาคริสต์ไม่เรียกร้องต้องการเงิน  เขาให้  ให้ด้วยใจจริง  เข้าไปโบสถ์แล้วสบายใจ  ซึ่งต่างกับเข้าวัดที่จะต้องกังวลกับการให้เงินพระ  ใครให้เงินพระมากก็ได้รับการยกย่อง  ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้โอกาสที่จะทำให้คนเปลี่ยนศาสนาก็มีมาก  เราไม่อยากให้พระต้องถือว่าเงินคือปัจจัยสำคัญในการทำบุญ  อยากให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักจริง ๆ ที่พระองค์ไม่ทรงถือว่าเงินคือปัจจัย  4
ความจริงเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเงินเป็นปัจจัย  คือตัวเกื้อหนุนที่เป็นที่มาของเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  อันได้แก่ปัจจัย 4  (ข้าว  ผ้า ยา  บ้าน)  เพราะทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่มีเงินเข้าไปเกี่ยวข้องและเกื้อหนุนทั้งนั้น  ถ้ามีเงินเข้าไปเกี่ยวข้องมากเท่าไรก็จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นได้ง่าย  ขึ้นเท่านั้น  เช่นเมื่อไม่มีที่อยู่อาศัย  หากมีเงินก็สามารถซื้อหามาได้  ปัจจัยอื่น ๆ ก็เช่นกัน  การมีเงินจึงเท่ากับมีปัจจัยอื่น ๆ ตามาด้วย  ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเกิดมีคำขวัญว่า  “งานคือเงิน  เงินคืองานบันดาลสุข”  “เงินคือพระเจ้า”  และนักประพันธ์เพลงก็แต่งเพลงเพื่อสื่อให้เห็นความสำคัญของเงินไว้มากมาย  เช่น  เพลิงเงินของเพลินพรมแดน  ในข้อความที่ว่า  “เงินมีอำนาจเหลือเกินเงินเอ๋ยเงินตรา  มีเงินใช้แสนสบายอุรา  เกิดมาปรารถนาตั้งแต่เงิน”  เพลงของสุเทพ  วงศ์คำแหง ก็เหมือนกันมีข้อความที่ว่า  “มีเงินเดินซื้อสินค้าได้  บางครารู้ไหมแม้ใจที่แกร่งเกิน  ยังถูกน้ำเงินกระหน่ำเสียยับเยิน  โอ้เงินเอ๋ยเงิน  อำนาจมันเกินจะเอื้อมอาจ  หลงใหลเป็นทาสอำนาจเงิน”  
เพื่อให้เข้าใจเรื่องสุข  4  ยิ่งขึ้น  จึงต้องอธิบายไปทีละข้อ  ดังต่อไปนี้
rich21.  สุขอันเกิดจากการมีทรัพย์  สุขข้อนี้ก็คือ  ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์สินเงินทอง  เป็นที่ทราบดีว่าคนเราหากมีทรัพย์สินเงินทองก็สามารถมีสุขได้  เพราะเงินทองนั้นสามารถแปรเป็นอย่างอื่นได้  เช่นแปรเป็นอาหาร  เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ยิ่งสังคมปัจจัยเงินยิ่งมีความสำคัญและถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะแลกเปลี่ยน  นำความสะดวกสบายมาให้เจ้าของเงิน  ข้อสำคัญว่าต้องใช้เงินนั้นให้เป็นประโยชน์  ถูกต้องตามครองธรรมเท่านั้นก็สุขได้จากการใช้เงินเสมอ
การมีทรัพย์หรือมีเงินมีความสุขจริงหรือ  หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะตอบได้ว่ามีสุขได้จริง  แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องใช้เงินนั้นไปในทางที่ดี  ที่ถูกต้อง  ถูกทาง  ถ้าใช้เงินไปในทางที่ไม่ดีไม่ต้องไม่ถูกทาง(คำว่าถูกทางคือถูกทำนองครองธรรม)  ก็อาจจะนำทุกข์มาให้ได้  หากนำเงินไปทำในสิ่งที่ไม่ดี  เช่น  นำไปซื้ออาวุธมาฆ่าคน  จ่างวานให้คนทำร้ายทำลายกัน  หรือซื้อสิ่งเสพติด เป็นต้น  การนำเงินไปใช้ในลักษณะนี้ย่อมจะเป็นหนทางที่จะนำทุกข์มาให้ได้  ดังนั้นการใช้เงินจึงควรใช้เพื่อให้เกิดสุขหรือเป็นช่องทางที่จะนำสุขมาให้  จึงจะพบสุขที่ต้องการจริง ๆ
2.  สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค  แม้เราจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย  หากไม่ใช้จ่ายเงินให้เป็นประโยชน์  ทรัพย์นั้นก็หาได้เป็นประโยชน์ต่อตนเองไม่  ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหากใช้ทรัพย์ไปในทางที่ไม่ดีก็ยิ่งไม่เป็นประโยชน์  เช่น  ใช้ทรัพย์เพื่อให้เกิดการทุจริต  ฉ้อโกง  เรียกว่าใช้ทรัพย์เพื่อต่อทรัพย์  หรือใช้ทรัพย์เพื่อให้ได้ทรัพย์คนอื่นมาด้วยวิธีฉ้อฉล  การใช้ทรัพย์นั้นก็จะเกิดโทษมากกว่า  ดังได้กล่าวแล้วในข้อ  1  ดังนั้นการใช้จ่ายทรัพย์จึงควรใช้ไปให้เป็นประโยชน์
การใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์นั้น  นอกจากจะใช้เพื่อให้เป็นประโยชน์ที่พอเหมาะสมสำหรับการดำรงชีพของตนเองแล้ว  ควรใช้ทรัพย์นั้นเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนอื่นด้วย  เช่น  นำไปสงเคราะห์คนยากจน  บริจาคเพื่อการกุศล  ให้กองทุนเพื่อสงเคราะห์คนชรา  คนพิการ  หรือให้เพื่อทำประโยชน์สาธารณะ  เป็นต้น  ยิ่งให้เพื่อการบำรุงศาสนาที่ตนนับถือยิ่งเป็นประโยชน์  ทั้งนี้เพราะทุกศาสนาจะสอนในเรื่องของประโยชน์อันเกิดจากการบำรุงศาสนาทั้งนั้น
3.  สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้  พระพุทธเจ้าทรงสอนเป็นพุทธศาสนสุภาษิตไว้ว่า
“อิณา  ทานัง  ทุกขัง  โลเก  หมายถึง  การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก”  การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก  
ข้อนี้เป็นที่ยอมรับของศาสนิกชนทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธและศาสนิกชนของศาสนาอื่น ๆ เพราะทุกศาสนาจะมีคำสอนในเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน  นั้นก็คือสอนให้ไม่ให้เป็นหนี้  สอนให้ปลดตนให้พ้นจากพันธนาการของหนี้สิน  การเป็นหนี้นั้นตามแนวคิดสอนของพุทธนั้นจะแบ่งออกเป็น  2  ประเภทดังนี้คือ
       3.1  หนี้ทรัพย์สินเงินทอง  หมายถึงการติดหนี้คนอื่นด้วยทรัพย์สินเงินทองหรือ
ของมีค่าอื่น ๆ อันเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ กันไป  หนี้ชนิดนี้มีการกู้ยืมกันด้วยเงินทอง  ทรัพย์สินต่าง ๆ เมื่อใช้ก็ใช้คืนด้วยเงินทองหรือสิ่งอื่นที่คู่สัญญาระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้จะตกลงกัน  อาจใช้สิ่งอื่นทดแทนก็ได้  แต่ไม่ว่าจะใช้อะไรทดแทน  ส่วนใหญ่จะตีค่าหรือตกลงให้มีค่าเท่ากับทรัพย์สินเงินทองที่กู้ยืมไป  คำสอนนี้ดูจะเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไปมาก  เพราะชีวิตเราไม่เป็นหนี้จะรู้สึกว่าจิตใจเป็นสุขจริง ๆ ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องกลัวเจ้าหนี้จะตามทวง  เจ้าสังคม  สมาคมอย่างสง่าผ่าเผย  ซึ่งตรงข้ามกับคนที่เป็นหนี้  ไปไหนก็หลบ ๆ ซ่อน ๆ กลัวว่าจะพบเจ้าหนี้  เกรงเจ้าหนี้จะตามมาทวงถาม  ความวิตกกังวลจึงเกิดมีกับคนที่เป็นหนี้อยู่เสมอ  เมื่อไม่อยากเป็นทุกข์ท่านจึงสอนไม่ให้เป็นหนี้จะดีกว่า
       cute-anim3.2 หนี้ชีวิต  คือหนี้ที่เราได้ทำบาป  ก่อกรรมกับเจ้าของชีวิตไว้  เช่น  เราฆ่าสัตว์  
ทำร้ายทำลายเขาให้ถึงแก่ชีวิต  ตามหลักพุทธศาสนาถือว่าเราเป็นหนี้  จะต้องชดใช้กรรมหรือใช้หนี้เขาไม่วาระใดก็วาระหนึ่ง  หนี้ประเภทนี้พระพุทธศาสนาสอนไว้ค่อนข้างชัดเจน  ชาวพุทธเองก็เกิดความเชื่อและศรัทธาในคำสอนนี้มาก  จึงต่างก็พยายามจะไม่สร้างหนี้ด้วยวิธีนี้  เพราะเหตุร้ายหรือสิ่งที่เกิดกับพวกเราในปัจจุบันก็มักจะถูกโยงว่าเป็นเพราะหนี้แต่ชาติปางก่อนบ้าง  หรือหนี้ที่เราได้กระทำไปในเวลาปัจจุบันบ้าง  ดังนั้นชาวพุทธที่เคร่งครัดในเรื่องนี้จึงแสวงหาความสุขด้วยการไม่ก่อหนี้  ทั้งหนี้เงินทองและหนี้ชีวิต  หากเราทำได้ดังนั้นจริง ๆ ก็จะพบสุขได้ไม่ยากเลย
4.  สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ  การทำงานที่ไม่มีโทษหมายถึงการทำงานในหน้าที่ประจำของตน  หรืองานที่สุจริตชนทั่วไปพึงกระทำ  เช่น  การทำนา ทำสวนทำไร่  การทำงานราชการต่าง ๆ  การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร พยาบาล  ครู  เป็นต้น  งานที่ไม่เป็นโทษเรียกว่า  “สัมมาอาชีวะ”  คืองานาที่สุจริต  ถูกต้องตามทำนองครองธรรมทั่วไป  เป็นงานที่ไม่ผิดศีลธรรม  ไม่ผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เช่นเป็นหมอก็ไม่ใช่งานรับจ้างทำแท้ง  เป็นตำรวจก็ไม่ไปรับจ้างฆ่าคน  เป็นอัยการก็ไม่รับสินบนเพื่อสั่งไม่ฟ้องคนผิดเป็นต้น  ดังนั้นงานที่สุจริตจึงคืองานที่ไม่ไปคดโกง  ไม่เอารัดเปรียบคนอื่น ไม่ เบียดเบียนคนอื่น  ไม่เป็นงานที่ฉ้อฉล  ไม่หลอกลวง  ไม่ปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราวเอาจากคนอื่น  เป็นงานที่ทำมาหากินด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของตนเอง  เงิน  ทรัพย์สิน สิ่งที่ตอบแทนได้มาจึงเป็นความสุขใจ  แม้จะได้มากหรือน้อยก็จะนำความสุขใจมาให้
ส่วนงานที่เป็นโทษก็คืองานที่ไม่สุจริต  ซึ่งก็คืองานที่ทุจริตนั่นเอง  งานที่ทุจริตก็คืองานที่ผิดศีลธรรม  งานที่เบียดเบียนทั้งตนเองและคนอื่น  ไม่เป็นสัมมาอาชีวะ  งานที่ไม่เป็นสัมมามีมากมาย  เช่น  การรับจ้างฆ่าสัตว์  ฆ่าคน   การรับจ้างสอบเข้ารับราชการให้คนอื่น  การหลอกลวงเอาทรัพย์สินเงินทองคนอื่นมาเป็นของตน  การทุจริตในหน้าที่การงาน  เป็นต้น ผู้ที่ทำงานที่ทุจริตย่อมจะนำทุกข์มาให้อย่างไม่ต้องสงสัย  เพราะคนที่ทำงานลักษณะนี้จะเกิดความวิตกกังวลใจอยู่ตลอดเวลา   เพราะไม่รู้ว่าจะได้รับโทษเมื่อไร  หวั่นวิตกอยู่ตลอดว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องจับได้ไล่ทันในสิ่งที่ไม่ดีที่ตนเองทำไว้  ดังนั้นเมื่อทุกการความสุขจึงควรประกอบอาชีพที่สุจริตจะดีกว่า

 

“สุขใดที่ใจใฝ่ฝันหา            สุขจากมีเงินตราใช่หรือไม่
หรือสุขจากมีครองที่ต้องใจ        หรือสุขจากได้ในต้องการ
ศาสนาสอนว่าสุขเรานั้น        ที่สำคัญนั้นมีสี่สถาน
หนึ่ง  สุขจากการมีทรัพย์ศฤงคาร     บริวารเงินทองมีมากมาย
สอง  สุขเกิดจากการใช้สินทรัพย์นั้น      รู้จักแบ่งสินทรัพย์ไปจับจ่าย
ใช้ทรัพย์เพื่อชีวิตจิตและกาย        ต่อทุนบุญมากมายให้เกิดมี
ไม่ใช้ทรัพย์เพื่อสร้างหนี้ปัญหา        แต่ใช้ทรัพย์เพื่อได้มาซึ่งสุขศรี
ใช้ทรัพย์ให้เกิดค่าคุณความดี        เพิ่มทวีสินทรัพย์ให้กับตน
สาม สุขเกิดแต่การไม่เป็นหนี้        ทั้งหนี้เงินหนี้ชีวีก็ผ่านพ้น
ไม่เข่นฆ่าก็ปลอดหนี้มีมงคล        เงินของตนใช้ไปให้ถูกทาง
สี่  สุขเกิดจากงานไม่มีโทษ        งานดีมีประโยชน์คอยสรรค์สร้าง
งานสัมมาอาชีวะประจำทาง        เพื่อสร้างค่าสาระให้แก่ตน
นี่คือหนทางสุขของทุกท่าน        มีแต่ครั้งพุทธกาลแม้ผ่านพ้น
สุขสี่นี้ยังดีมีมงคล            ยังคงทนต่อกาลที่ผ่านไป
หากยึดมั่นในสุขสี่จะมีสุข        ไม่อยากทุกข์จงจำนำไปใช้
ยึดไปเป็นแนวทางสร้างสุขใจ        เราจะได้พบสุขทุกคนเอย.

 

โปรดติดตามตอนต่อไป....

< สำลี รักสุทธี >

bannerbuttom-1

bannerbuttom-2

bannerbuttom-3