สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก เขียนได้และคิดวิเคราะห์เป็น (ตอนที่ ๙) JS Bin
Get Adobe Flash player

amazon_banner180x180

jasong_banner

:: หน้าแรก :: บทความการศึกษา สอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ฯ สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก เขียนได้และคิดวิเคราะห์เป็น (ตอนที่ ๙)




( 2 โหวต )

อ่านออกเขียนได้สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก  เขียนได้และคิดวิเคราะห์เป็น (ตอนที่ ๙)

(ต่อจากความเดิมตอนที่ ๘)

๒.  มีจิตที่คิดจะให้  (ต่อ)
edu_art09_001ผู้ที่จะให้ด้านนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่มี “กุศลจิต”  คือจิตที่เป็นบุญกุศล  จิตที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่นและ  “จิตประภัสสร”  คือจิตที่สะอาด  บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว  จิตที่ไม่มีกิเลศ  อุปกิเลสใหญ่น้อยครอบงำ  ถ้าคนมีกุศลจิต  และจิตประภัสสรเป็นเบื้องต้นก็จะทำให้ทำในสิ่งที่ดีงามได้  การทำดีทางกาย  เช่นการให้ทาน  การบริจาคสิ่งของเป็นต้นนั้น  ต้นธารของการกระทำก็คือ  “กุศลจิต”  นั่นเอง  เพราะจิตจะเป็นผู้สั่ง  เป็นตัวบังคับบัญชาให้กายกระทำ  และหากจิตนั้นเป็น  “จิตประภัสสร”  ด้วยแล้วก็ยิ่งประเสริฐนัก  เพราะการให้นั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุดไม่เพียงแค่การหยิบยื่นสิ่งของให้กันเท่านั้น  แต่จะเกิดมงคลผลบุญอย่างยิ่งใหญ่ตามมาทั้งผู้ให้และผู้รับ  ดังนั้นท่านที่จะเป็นครูดีในสายตาและความรู้สึกของศิษย์และสังคมจึงควรฝึกจิตให้มีและเป็น “กุศลจิต” ก่อน  แล้วกระบวนการเป็นผู้ให้ที่ดีก็จะบังเกิดตามมาได้ไม่ยาก
เรื่องการให้ด้วยจิตใจเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่  เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่คนเรามักให้กันด้วยกาย คือให้เพื่อหวังสิ่งตอบแทน  ไม่ค่อยให้ด้วยจิตใจกัน  เพราะการให้ด้วยจิตใจคือการให้ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ดังนั้นท่านจึงบอกว่าการให้ด้วยจิตใจเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก  ผู้ที่มีจิตประภัสสรหรือบริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะให้ลักษณะนี้ได้  ผู้รู้จึงกล่าวว่า  “พระศาสดาทุกศาสนาเป็นทั้งหมดของการให้หรือเสียสละ”  ที่พูดดังนี้ก็เพราะหากเราศึกษาประวัติของพระศาสดาต่าง ๆ แล้วก็จะรู้ได้ว่าพระศาสดาแต่ละศาสนานั้นท่านให้ด้วยจิตใจจริง ๆ ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆด้วย  เช่น  

  พระพุทธเจ้าที่ทรงเสด็จออกเผยแพร่ธรรมคำสอนตามแคว้นต่าง ๆ ก็ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด  หวังเพียงให้สรรพสัตว์พบความสุขและหลุดพ้นจากทุกข์เท่านั้น พระองค์จึงทรงได้คำยกย่องจากสาธุชนทั่วไปว่า  เป็นพระบรมครูของโลก  หรือแม้กระทั่งครั้งที่พระองค์เสวยพระชาติเป็น  พระเวสสันดร ก็ให้ลูกเป็นทานโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน  พระศาสดาเยซูคริสต์ก็เช่นกัน  พระองค์สละชีวิตของพระองค์เพื่อไถ่บาปให้มวลสรรพสัตว์  โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดเพียงให้สรรพสัตว์ได้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเท่านั้นก็เป็นพอ  พระศาสดามูฮัมหมัดก็เช่นกันพระองค์ทรงบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไปไม่เลือกชั้นวรรณะ  ไม่เลือกเชื้อชาติ  พระองค์ทรงปรารถนาให้ผู้คนทั่วโลกอยู่ร่วมกันเป็นสุข  จึงทรงกระทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดสันติสุขแก่มนุษย์โลก 
ผู้ที่มีจิตเป็นครูอย่างแท้จริงจึงควรเป็นผู้ให้ที่ให้ด้วยจิตใจจริง  เพราะ  “จิตที่คิดจะให้ย่อมสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา”  เราจะรู้สึกสบายเมื่อมีจิตคิดให้  “จิตที่คิดจะให้นั้นเบา  จิตที่คิดจะเอานั้นหนัก”  การให้ที่ยิ่งใหญ่คือการให้ความรู้  คู่ธรรมทาน  การให้ความรู้คือการสอนเนื้อหาวิชาความรู้  ให้การศึกษาสาระความรู้  ให้ธรรมคือการแนะนำให้ลูกศิษย์  คิดดี  พูดดีและทำดี  ให้ทานคือการแบ่งปันสิ่งของให้แก่ศิษย์  เช่น  ให้สมุดดินสอ ปากกา  อาหาร  เป็นต้น 
เพื่อประเมินว่าท่านเป็นครูด้วยจิตวิญญาณจริงหรือไม่ ควรสำเร็จตนหรือประเมินตนเองด้วยแบบประเมินดังต่อไปนี้

แบบประเมินภาวะความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ
จุดประสงค์
๑. เพื่อประเมินใจครูว่าเป็นผู้พร้อมที่จะให้เด็กด้วยจิตใจจริงหรือไม่
๒. เพื่อประเมินใจตนเองว่ามีความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณเพียงใด
๓. เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาตนเองให้เป็นครูด้วยจิตวิญญาณ
๔. เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นครูยุคใหม่(ไม่ใช่ครูพันธุ์ใหม่)

คำชี้แจง  ให้ท่านตอบด้วยความซื่อสัตย์ต่อตนเอง  ก็ได้ชื่อว่าซื่อสัตย์ต่อคนอื่นด้วย  ตอบง่าย ๆ เพียงทำเครื่องหมาย √ ทับข้อที่ตรงกับพฤติกรรมของท่าน หรือทำเครื่องหมาย × ทับข้อที่ไม่ตรงกับพฤติกรรมของท่าน

๑. เมื่อถึงวันเกิดของท่าน  ท่านเคยให้สิ่งของแก่เด็ก
๒. เมื่อถึงวันเกิดของท่าน ท่านเคยคิดให้สิ่งของแก่เด็ก  แต่ไม่ได้ให้
๓. เมื่อถึงวันเด็ก  ท่านเคยให้รางวัลแก่เด็ก
๔. เมื่อถึงวันเด็กท่านเคยคิดให้รางวัลเด็ก  แต่ไม่ได้ให้
๕. ท่านเคยคิดว่าจะให้สิ่งของแก่เด็ก  ไม่ว่าช่วงเวลาใดแล้วท่านกลับเปลี่ยนใจไม่ให้ 
๖. ท่านเคยให้รางวัลเด็กแล้วรู้สึกว่าเสียดายภายหลัง
edu_art09_002๗. ท่านเคยให้รางวัลเด็กเรียนดี
๘. ท่านเคยบอกเด็กว่าจะให้รางวัลแล้วเกิดเสียดายแล้วไม่ให้
๙. ท่านเคยดุด่าว่ากล่าวเด็กโดยมีอารมณ์โกรธ  เกลียด  อยู่ด้วย 
๑๐. ท่านเคยคิดที่จะสอนพิเศษ/สอนเสริมให้เด็กที่มีปัญหา แต่ไม่ได้ทำ
๑๑. ท่านเคยสอนพิเศษ/สอนเสริมให้แก่เด็กที่มีปัญหาหรือไม่
๑๒. ท่านเคยดุด่าเด็กหรือทำโทษเขาแม้ผิดเล็กน้อย  เพราะรู้สึกว่าไม่ชอบพฤติกรรมผู้ปกครอง ญาติพี่น้องเขา
๑๓. ท่านเคยทำโทษเด็กเพราะรู้สึกไม่ชอบเขาเป็นการส่วนตัว
๑๔. ท่านเคยให้คำชมเชยเด็กเพราะรู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษที่นอกเหนือจากการเรียน 
๑๕. ท่านเคยแนะนำเด็กให้อ่านหนังสือด้วยจิตที่เมตตา อยากให้เขามีความรู้จริง ๆ
๑๖. ท่านเคยพูดที่หน้าห้องเรียนหรือหน้าเสาธง เพื่อเสียดสีเด็กบางคน
๑๗. ท่านเคยไปเยี่ยมบ้านเด็กเพื่อหาทางช่วยเด็กเป็นประจำ
๑๘. ท่านตรวจผลงานเด็กเป็นประจำ
๑๙. ท่านนำปัญหาการเรียนของเด็กมาหาทางปรับปรุง  แก้ไขอยู่เสมอ
๒๐. ท่านจัดทำสื่อ  นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาการเรียนของเด็กเป็นประจำ
๒๑. ท่านนำผลการเรียนของเด็กมาทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนของเด็กอยู่เสมอ
๒๒. ท่านจัดทำงานธุรการประจำห้องเรียนเป็นประจำ
๒๓. ท่านศึกษาหาความเพิ่มเติมเพื่อนำมาออกแบบการสอนแปลกใหม่อยู่เสมอ
๒๔. ท่านจัดทำแบบวัดและประเมินผลเพื่อทดสอบเด็กหลังเรียนเป็นประจำ
๒๕. ท่านจัดการเรียนรู้ให้เด็กศึกษา  หาความรู้ด้วยตนเองเสมอ
๒๖. ท่านให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่เสมอ
๒๗. ท่านให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดทำสื่อ อุปกรณ์การเรียน
๒๘. ท่านให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้นอกห้องเรียนและหาแหล่งเรียนเองอยู่เสมอ
๒๙. ท่านจัดการเรียนรู้ให้สนุกด้วยเกม  เพลง ปริศนาคำทายหรือนิทานเป็นประจำ
๓๐. ท่านติดตามความเคลื่อนไหวทางการศึกษาเป็นประจำ
นั่นคือแบบประเมินตนเอง  ถ้าคะแนนท่านออกมาน้อยไม่ผ่านเกณฑ์(ร้อยละ ๘๐)ก็ควร
พิจารณาหาทางปรับปรุงตนเอง  เพราะครูยุคใหม่ที่มีจิตวิญญาณเป็นครูอย่างแท้จริงจะต้องปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ  ไม่นิ่งอยู่กับที่  การทำหน้าที่เป็นผู้ให้  ให้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงนั่นคือค่าของความเป็นครูจริง  ครูแท้  ที่เราท่านสามารถพัฒนาได้ด้วยตนเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป....

---สำลี  รักสุทธี---