สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก เขียนได้และคิดวิเคราะห์เป็น (ตอนที่ ๕) JS Bin
Get Adobe Flash player

amazon_banner180x180

jasong_banner

:: หน้าแรก :: บทความการศึกษา สอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ฯ สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก เขียนได้และคิดวิเคราะห์เป็น (ตอนที่ ๕)




( 1 โหวต )

             สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก เขียนได้และคิดวิเคราะห์เป็น (ตอนที่ 5)
                                                                                                                                                       โดย  อ. สำลี  รักสุทธี
(ต่อจากความเดิมตอนที่ 4)
2. เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ด้วยคุณธรรม คือ พรหมวิหารธรรม  และสังคหวัตถุ พรหมวิหารธรรม  คุณธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ 4 ประการ
(1) เมตตา  คือ ความรัก ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นอยู่ดีมีสุข
(2) กรุณา  คือ ความสงสาร ปรารถนาให้ผู้มีทุกข์ เดือดร้อน ให้พ้นทุกข์
(3) มุทิตา  คือ ความพลอยยินดี ที่ผู้อื่นได้ดี  ไม่คิดอิจฉาริษยากัน
(4) อุเบกขา คือ ความวางเฉย  ไม่ยินดียินร้ายเมื่อผู้อื่นถึงซึ่งความวิบัติ โดยที่เราก็ช่วย อะไรไม่ได้  ก็ต้องปล่อยวางใจของเราเองด้วยปัญญา สังคหวัตถุธรรม 4 ประการ  คือ
kids_001(1) ทาน รู้จักให้ปัน สิ่งของ ของตน  แก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
(2) ปิยวาจา  รู้จักเจรจาอ่อนหวาน  คือ กล่าวแต่วาจาที่สุภาพอ่อนโยน
(3) อัตถจริยา  รู้จักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
(4) สมานัตตตา  เป็นผู้มีตนเสมอ  คือ ไม่ถือตัวเย่อหยิ่ง จองหอง อวดดี
คุณธรรม 4 ประการนี้  เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้อื่นไว้ได้  และยังความสมัคร สมานสามัคคี  ให้เกิดขึ้นระหว่างกันและกันด้วย  หรือจะเรียกว่า  เป็น “หลักธรรมมหาเสน่ห์” ก็ได้


หลักธรรมาภิบาล คือคุณธรรมของนักปกครองนักบริหารที่ดีคือ
1. หลักความถูกต้อง คือ มีการพิจารณาวินิจฉัยปัญหา การทำการตัดสินใจ และสั่งการด้วยความถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง  และกฎระเบียบข้อบังคับ ขององค์กรที่ออกตามกฎหมาย  ถูกต้องตามหลักศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของสังคม ถูกต้อง ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือ และถูกต้องตรงประเด็นตามหลักวิชา  และได้รับความพึงพอใจ  จากชนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
2. หลักความเหมาะสม คือ รู้จักคิด พูด ทำ กิจการงาน และปฏิบัติงานได้เหมาะสม ถูกกาละ เทศะ บุคคล สังคม และสถานการณ์ สัปปุริสธรรม คือ คุณธรรมของสัตบุรุษ  คือคนดีมีศีลธรรม  มี 7 ประการ คือ
kids_0021. ธัมมัญญุตา  รู้จักเหตุ  ได้แก่ ปัญญารู้เหตุแห่งทางเจริญ  และทางเสื่อม เป็นต้น
2. อัตถัญญุตา  รู้จักผล  ได้แก่ ปัญญารู้ผล  ที่เป็นมาแต่เหตุ  หรือปัจจัยให้เกิดผลต่างๆ ตามที่เป็นจริง
3. อัตตัญญุตา  รู้จักตน  คือ รู้ภูมิธรรม ภูมิปัญญา และฐานะของตน ตามที่เป็นจริง  แล้ววางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะ
4. มัตตัญญุตา  รู้จักประมาณตน  ปฏิบัติตน วางตน ให้เหมาะสมแก่ฐานะ  และรู้จัก ประมาณในการบริโภคใช้สอยทรัพย์ที่มีอยู่  และตามมีตามได้
5. กาลัญญุตา  รู้จักกาล คือ รู้จักเวลา หรือโอกาสที่ควร และไม่ควรพูด หรือกระทำ การต่างๆ
6. ปริสัญญุตา  รู้จักชุมชน ว่ามีอัธยาศัยใจคอ ฐานะความเป็นอยู่ และขนบธรรมเนียม ประเพณีของหมู่ชนต่างๆ  เพื่อให้รู้จักวางตัวให้เหมาะสม
7. ปุคลัญญุตา  รู้จักบุคคล  ว่ามีอัธยาศัยใจคอ มีภูมิธรรม ภูมิปัญญา และมีฐานะอย่างไร  เพื่อปฏิบัติตน หรือวางตน ให้เหมาะสมตามฐานะของเราและของเขา
3. หลักความบริสุทธิ์ คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ กระทำกิจการงาน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  คือ ด้วยเจตนา ความคิดอ่าน ที่บริสุทธิ์
4. หลักความยุติธรรม คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ และปฏิบัติต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง  และบุคคลที่เกี่ยวข้อง  ด้วยความชอบธรรม  บนพื้นฐานแห่งหลักธรรม หลักการ เหตุผล และข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และตรงประเด็น  และด้วยความเที่ยงธรรม คือ ไม่อคติ  หรือลำเอียงด้วยความหลงรัก หลงชัง ด้วยความกลังเกรง  และด้วยความหลง ไม่รู้จริง  คือขาดข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้  และสมบูรณ์  เป็นเครื่อง ประกอบการวินิจฉัย ตัดสินใจ ให้ความเที่ยงธรรม
kids_003นอกจากนี้แล้วยังมีหลักในเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมในการทำงานทั่วที่ควรปฏิบัติแบบง่ายๆก็คือสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ร่วมงานและผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ  ใช้หลักธรรมะในการปฏิบัติงานที่ใช้ประจำได้แก่ จะให้อภัย ไม่โกรธ ไม่หงุดหงิด ไม่อึดอัดขัดเคืองผู้ใด หรือเรื่องใด เขามีส่วนไม่ดีบ้างก็ช่างเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขาที่มีอยู่  แก้ที่คนอื่นยาก ต้องแก้ที่ใจเรา    กรรมบท 10 ได้แก่  กาย  3  คือไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม  วาจา 4 คือไม่พูดปด ไม่พูดหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ใจ 3 คือ ไม่คิดอยากได้ทรัพย์ผู้อื่น(โลภะ) ไม่ผูกอาฆาต (โทสะ)  มีความเห็นถูกต้อง (โมหะ)    ซื่อสัตย์ จริงใจต่อทุกคน  แลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อนร่วมงาน  รักษาน้ำใจเพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา ใช้คนให้เหมาะกับงานรู้ว่าใครถนัดอะไรไม่ถนัดอะไร สั่งแล้วทำไม่ถูก ใคร่ครวญดูว่าเขาเข้าใจผิดหรือเราสั่งไม่ชัดเจน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นหลักจริยธรรมที่ควรยึดถือปฏิบัติในการทำงาน ซึ่งก็ช่วยทำให้สังคมมีความสงบสุข องค์การสามารถทำงานด้วยความมีประสิทธิภาพสามารถที่จะต่อสู้ต่อภาวการณ์แข่งขันที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันนี้ได้อย่างดี โดยไม่เพรี่ยงพล้ำ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์วิกฤติต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากสังคมมีความเชื่อมั่นต่อองค์การที่มีคุณธรรม ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานจนไปถึงผู้บริหารที่มีการทำงานโดยยึดจริยธรรมเป็นหลักในการทำงาน จริยธรรมต้องเริ่มที่  “จิตใจ” และพื้นฐานของจริยธรรม ก็คือ  “ศีล”  ผู้รักษาศีลด้วยความตั้งใจจริง  จะเป็นผู้มีวินัยในตัวเองทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น  และจะก่อให้เกิดจริยธรรมโดยอัตโนมัติ การพัฒนาจริยธรรมให้งอกงามในตน  ทำได้หลายวิธีโดยการตั้งใจรักษาศีล  5  อย่างเคร่งครัด  เพิ่มเติมด้วยกรรมบท 10 และหลักธรรม 4 ประการ คือ  หลักการครองตน  หลักการครองงาน  หลักการครองคน และ หลักธรรมาภิบาล ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว สุดท้ายคือตั้งใจที่ปฏิบัติงานหรือทำงานโดยไม่ผิดศีลธรรม สิ่งเหล่านี้ก็จะนำไปสู่การเกิดเป็นจริยธรรมอันดีในการทำงานนั่นเอง
1.2  ผู้ปกครอง
1.3  นักเรียน
1.4  ผู้บริหาร
1.5  เพื่อนครู
1.6  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  เช่น  ศึกษานิเทศก์ 

7/ต.ต./53

 

{jcomments on}