ประวัติครูสำลี JS Bin
Get Adobe Flash player

amazon_banner180x180

jasong_banner

:: หน้าแรก :: ผลงานครูสำลี ประวัติครูสำลี




( 4 โหวต )
รู้จัก ทักทาย ให้รู้ ครูปฏิบัติกร

"ผมนายสำลี  รักสุทธี        นามนี้ชื่อจริงครับท่าน
พ่อแม่ตั้งให้นมนาน           ไม่เคยคิดอ่านเปลี่ยนไป
ตำแหน่งครูเชี่ยวชาญ        ริอ่านอวดตัว....(ใช่ไหม)...ไม่ใช่
ความรู้มีไม่เท่าไร             ใยเล่ามาเป็นวิทยากร
แค่อยากมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้    กับเพื่อนครูผู้ทำการสอน
สอนเด็กอ่านออกเขียนได้แน่นอน เป็นแค่ปฏิบัติกรเท่านั้น.....ครับครู"


จากดิน  สู่เมืองไอควันของโรงงานอุตสาหกรรม

-เกิด ๑๒ มีนาคม ๒๔๙๗ ในครอบครัวชาวนาที่ขัดสน  ที่บ้านดู่  ตำบลหนองแวง  อำเภอจังหาร  จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรคนที่ ๓
ในจำนวนพี่น้องมากถึง ๑๒ คน  ของพ่ออ่อสี และแม่หวัน  รักสุทธี
-เรียนจบ ป. ๔ ที่โรงเรียนบ้านโนนแท่น ต. จังหาร(ขณะนั้น) อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ด้วยความรู้สึกว่าตนเองอ่านหนังสือไม่เก่ง(เอามาก ๆ เลย)
-จบ ป.๔ ไม่กี่วัน แม่ก็ส่งไปทำงานเป็นกรรมกรตัวน้อยและยากไร้ในโรงงานพลาสติกย่านคลองเตย  หลังตรอกไผ่สิงโต ใกล้โรงงานยาสูบ
-เคยถูกกักขังให้นั่งเงียบ ๆ ในห้องพ่นพลาสติก และที่ประตูหน้าห้องมีกระดานติดทับ มีข้อความว่า “ห้องเก็บของห้ามเข้า” เมื่อเจ้าหน้าที่จาก
กรมพัฒนาแรงงานมาตรวจดูการใช้แรงงานของกรรมกรในโรงงาน ทนนั่งเป็นใบ้ ไม่ให้เคลื่อนไหว และเหม็นกลิ่นสีเป็นเวลานานกว่าจะมีเสียง
สวรรค์จากหัวหน้าคนงานบอกว่า  “ทำงานต่อไปได้  เขาไปแล้ว” ซึ่งที่จริงห้องนั้นก็คือห้องทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะของเรานั่นเอง

ชีวิตหักเห (จากกรรมกรสู่หนอนตัวน้อย)

-เมื่ออยู่ที่นั่น  เรารู้ว่าไม่มีอนาคต  เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ  ตื่นเช้าจึงออกมานั่งเหม่อลอยที่หน้าโรงงาน เห็นคนละแวกนั้นใส่บาตรและเห็น
พระมาบิณฑบาต จึงเกิดความคิดว่าการเป็นนักบวชเท่านั้นจึงจะมีโอกาสเรียนหนังสือ  นั่นเองจึงหันเหชีวิต  หันหลังให้โรงงานสู่การเป็นนักบวช
นั่นคือโอกาสทางการศึกษาของคนยากจน
-ชีวิตหักเหอย่างมากเมื่อเป็นนักบวช จากเด็กน้อยที่กำลังจะลืมหนังสือ กลายมาเป็นหนอนหนังสือผู้กระหายตัวอักษร ชอนไชไต่ถามถึงความไม่รู้
-โชคดีได้เรียนการศึกษาผู้ใหญ่ ใฝ่รู้ด้วยตนเอง จนถือได้ว่า “เป็นนักแสวงหาแห่งยุคสมัย” มีงานเขียนสะท้อนชีวิตที่ปวดร้าวและบ่นเพ้อถึงความ
ไม่ยุติธรรมของสังคมอยู่ระยะหนึ่ง
-สอบชุดครู ๒ ปี ได้ชุดครู พก.ศ. และสอบบรรจุครูได้ที่ จ.มหาสารคามในเวลาที่เพื่อนอิจฉา และนั้นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งยิ่งใหญ่  ซึ่งตรง
กับวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๑  “โอ......เราได้เป็นครูแล้วหรือนี่”

ก้าวสู่ ครูผู้แสวงหา

-เป็นครูหนุ่มแห่งยุคสมัยที่อัดแน่นด้วยไฟอุดมการณ์และการแสวงหา ร่วมกับเพื่อนครูจัดทำวารสาร(หนังสือพิมพ์)กลุ่ม เพื่อระบายสิ่งที่อยากเขียน
บอกความเป็นไปให้เพื่อนครูและผู้คนในยุคนั้นได้ทราบ
-ทุ่มเทเพื่อเด็ก  ผู้คนรอบข้าง  สังคม  ด้วยจิตอาสา  สาธารณะ  จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะถูกหาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” จากฝ่ายปกครอง
-ปี ๒๕๒๘-๒๕๒๙ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง(ลูกพ่อขุน) คณะนิติศาสตร์ในเวลาที่มีปัญหาเรื่องเงิน(มาก ๆ) จึงไต่สู่ฝันไม่สำเร็จ

ดอกไม้แห่งอุดมการณ์เริ่มบานเบ่ง

-คิดเสมอว่า “เมื่อเป็นครูต้องทำหน้าที่ให้ดี และเป็นครูดีเด่นให้ได้”  ในช่วงปี ๒๕๓๑-๒๕๓๓ จึงผันตัวเข้าประกวดครูผู้สอนภาษาไทยดีเด่น  
และได้เป็นครูผู้สอนภาษาไทยดีเด่นตามต้องการหลายระดับ
-ปี ๒๕๓๔ เริ่มมีการพูดถึงและขอตำแหน่งอาจารย์ ๓ เราอยากได้ตำแหน่งนี้จึงเข้ารับการอบรมที่กรุงเทพฯบ่อยมาก ฝึกเขียนผลงานทางวิชาการ
และรวบรวมงานส่งขอตำแหน่งและได้ตำแหน่งอาจารย์ ๓ ในปี ๒๕๓๖ ที่ยังไม่มีค่าวิทยฐานะ  หยุดการประกวดดีเด่นต่าง ๆ เมื่อมีชื่อรางวัล
ใหม่รางวัลครูเกียรติยศ(Teacher  Award) รู้สึกอยากได้  จึงส่งผลงานเข้าประกวดและได้เป็นรับรางวัลครูเกียรติยศสาขาภาษาไทยรุ่นแรก
-เมื่อได้รางวัลครูเกียรติยศแล้ว  จึงส่งผลงานเพื่อขอตำแหน่งครูเชี่ยวชาญ และได้รับอนุมัติตำแหน่งครู  วิทยฐานะ  ครูเชี่ยวชาญสาขาภาษาไทย
ในปี  ๒๕๔๖
-แต่งตำนาน  นิทานพื้นบ้าน หนังสือส่งเสริมการอ่าน หนังสืออ่านเพิ่มเติม เอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาภาษาไทยระดับประถมหลายเล่ม
-คิดค้นหาเทคนิค  วิธีการสอนภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่  1-6  จนประสบความสำเร็จนักเรียนอ่านออก  อ่านได้  อ่านเร็ว  เขียนได้  
เขียนคล่องและเขียนเป็น

ความคิด หลัก วิธีการถ่ายทอดความรู้

-ไม่แกะรอยนักคิด นักเขียน  นักวิชาการตะวันตกจนยึดเป็นทฤษฎีตายตัว(ตัวตาย)  แต่ศึกษาปราชญ์ เมธีตะวันออกอย่างสนใจ มีพระศาสดาต่าง ๆ
เป็นต้น  จึงยึดหลัก สุ จิ  ปุ  ลิ  และ ไตรสิกขา  
เป็นแนวสำคัญในการจัดการศึกษาและถ่ายทอดความรู้  ประสบการณ์ให้กับนักเรียน โดยเฉพาะหลัก(ธรรม)ในการอยู่ร่วมกันระหว่างครูและนักเรียน
ซึ่งมีกัลยาณธรรมและพรหมวิหารธรรม  เป็นต้น
-เน้นให้นักเรียนปฏิบัติมาก  ครูพูดน้อยคอยเสริมเติมเต็มให้เสมอ                                                                                                                                     
-เน้นการเรียนรู้ด้วยความสุข  อยู่กับครูและเพื่อนอย่างอบอุ่น                                                                                                                                            
-เน้นห้องเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ครบวงจร(สื่อเสริมหลากหลาย คอมพิวเตอร์  หนังสือส่งเสริมการอ่าน  แบบฝึกเสริมครบครัน)

"ครูภาษาไทยต้องมีใจใฝ่เรียนรู้          กระหายดูกระหายอ่านงานอักษร
ทำตัวเหมือนหนอนน้อยคอยไชชอน    แปลอักษรเป็นความรู้สู่ตนเอง
ไม่สนใจภาษาหาความรู้                  ไม่อ่านดูใยเล่าเราจะเก่ง
อันความรู้มิใช่ไหลมาเอง                 เกิดจากเร่งอ่านเอาเท่านั้นเอง"

(สำลี รักสุทธี)
================================================